
สธ.เผยกะหล่ำปมไม่พบเชื้ออีโคไลร้ายแรง
รมว.สาธารณสุขเผยผลตรวจกะหล่ำปลีปมไม่พบเชื้ออีโคไลพันธุ์ร้ายแรงสามารถรับประทานได้ตามปกติ
รมว.สาธารณสุขเผยผลตรวจกะหล่ำปลีปมไม่พบเชื้ออีโคไลพันธุ์ร้ายแรงสามารถรับประทานได้ตามปกติ
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รมว.สาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ผลการตรวจกะหล่ำปลีปม นำเข้าจากยุโรป กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ตรวจวิเคราะห์และยืนยันผลเมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ว่า เป็นเชื้ออีโคไลสายพันธุ์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมทั่วไป ไม่ใช่สายพันธุ์ที่กำลังระบาดในเยอรมนี โดยในส่วนของ สธ.นั้น ขณะนี้เร่งผลิตเอกสารให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเชื้ออี โคไล เพิ่มอีก 50,000 ฉบับ เพื่อแจกให้ประชาชนที่เดินทางเข้าออกประเทศในทวีปยุโรป จากเดิมที่แจกไปแล้ว 50,000 ฉบับ
ด้านนพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวว่า กะหล่ำปลีปมที่นำเข้าจากเบลเยี่ยมในส่วนของบริษัท สยามฟู้ด เซอร์วิส จำกัด มีจำนวน 12.96 ตันไม่พบการปนเปื้อนของเชื้ออี.โคไล โอ 104 เป็นเพียงอี.โคไลปกติเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่สายพันธุ์รุนแรงที่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด
ขณะที่กระหล่ำปลีปมของบริษัท เทสโก้ โลตัส ที่นำเข้าจากเบลเยี่ยมนั้นยังอยู่ระหว่างการตรวจยืนยันเชื้อ อีกทั้ง ยังมีพริกหยวก จากอังกฤษ แครอท และผักผลไม้รวมจากยุโรป คาดว่าผลการตรวจเชื้อจะได้อีกประมาณ 1 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม อย.จะยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการเสริมล่าสุดจะมีการชักตัวอย่างผักผลไม้นำเข้าจากยุโรปทุกชนิด โดยเฉพาะผัก ผลไม้ประเภทผิวบาง อาทิ ราสเบอรี่ บลูเบอรี่ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเยอรมันจะขออายัดไว้ก่อน ส่วนผลไม้ผิวแข็งที่ต้องปอกเปลือกเมื่อรับประทานจะไม่อายัด แต่จะสุ่มตรวจเหมือนปกติ สำหรับข้อกังวลว่าจะมีการปนเปื้อนในถั่วงอกด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงแล้วเรื่องนี้ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน เนื่องจากทางเยอรมันก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่อทั่วไป กล่าวว่า ขณะนี้ทางเยอรมันระบุเพียงว่าถั่วงอก เป็นแหล่งเกิดโรค แต่ไม่สรุป 100% เนื่องจากเยอรมันระมัดระวังการเผยแพร่เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก แต่ขณะนี้ทางเยอรมันได้ออกมาตรการคุมเข้ม โดยใครหรือร้านค้าใดมีเมล็ดถั่วให้รีบทำลายทันที ขณะเดียวกันยังออกมาตรการห้ามจำหน่ายถั่วงอกออกนอกประเทศเด็ดขาด ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่ต้องกังวล







