
สารพัดสูตรจัดตั้งรัฐบาล
อีกแค่ 20 วัน กับการชี้ชะตาทิศทางการเมืองไทยผ่านการเลือกตั้ง
อีกแค่ 20 วัน กับการชี้ชะตาทิศทางการเมืองไทยผ่านการเลือกตั้ง
ที่แต่ละพรรคเริ่มปรับกลยุทธ์เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงควบคู่กับผลโพลที่ออกมาฟาดฟันกระตุ้นจิตวิทยาแต่ละฝ่าย
“สูตรการจับขั้ว” ตั้งรัฐบาล ถูกโยนหินมาหยั่งกระแสจากสังคม ควบคู่ไปกับการส่งสัญญาณจับมือกันหลวมๆ ก่อนรอยืนยันด้วยผลคะแนนเลือกตั้ง
ปัจจัยชี้ขาด คือ ผลเลือกตั้ง ที่จะชี้นำว่าสุดท้ายสูตรเลือกตั้งจะจบลงที่สูตรใด จากสารพัดสูตรที่ปรากฏในขณะนี้ !!!
เริ่มจากสูตรแรก “พรรคเพื่อไทย” เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ในกรณี... ถ้าพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 250 เสียงขึ้นไป คือหากเป็นไปตามที่พรรคเพื่อไทยออกมาตีปี๊บจะได้เสียง 270 เสียงจริง การเดินหน้าตั้งรัฐบาลย่อมไม่น่าสะดุด
สูตร “เพื่อไทย + ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน + ชาติไทยพัฒนา” รวมคะแนนเสียงคร่าวๆ เกือบ 300 เสียง สามารถกอดคอกันเป็นรัฐบาลที่จัดว่ามีเสถียรภาพได้ระดับหนึ่ง
ทว่าเงื่อนไขสำคัญ คือ “เพื่อไทย” ต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก แม้ผลโพลหลายสำนักจะยืนยันให้ประชาธิปัตย์ตกเป็นรองหลายพื้นที่ ขณะที่แกนนำประชาธิปัตย์ยังยืนยันว่าจากข้อมูลในมือเลือกตั้งครั้งนี้ยัง “สูสี”
ถัดมาสูตร เพื่อไทย + ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน + พรรคเล็กต่างๆ + ชาติไทยพัฒนา
สูตรนี้อาจเกิดขึ้นในกรณีพรรคเพื่อไทยได้ลำดับ 1 แต่ไม่ถึง 250 เสียง งานหนักจึงตกอยู่ที่พรรคเพื่อไทย คือ นอกจากพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินที่พร้อมปักหลักร่วมหัวจมท้ายด้วยแล้ว เพื่อไทยยังจำเป็นจะต้องพึ่งพาเสียงจากพรรคเล็กพรรคน้อยต่างๆ ให้ได้มากที่สุด ทั้ง พลังชล มาตุภูมิ กิจสังคม รักษ์สันติ ฯลฯ
ทั้งนี้ หากเพื่อไทยสามารถรวมเสียงทั้งหมดให้ได้ 250 เสียงขึ้นไป ถึงจะมีพลังดึงดูดให้ “ชาติไทยพัฒนา” มาร่วมทีมเพิ่มเสถียรภาพรัฐบาลได้
ไม่เช่นนั้นโอกาสจะไปตกที่ “ประชาธิปัตย์” ที่แม้จะได้คะแนนน้อยกว่า แต่บทเรียนจากครั้งที่ผ่านมา ก็เคยสามารถรวมเสียงตั้งรัฐบาลฝ่าวิกฤตต่างๆ มาจนถึงยุบสภาได้
ประสบการณ์ครั้งนั้นยังหลอกหลอนจนทำให้ “เพื่อไทย” ออกมาเรียกร้องให้ “ประชาธิปัตย์” ทำสัตยาบรรณไม่ตั้งรัฐบาลแข่งในกรณีได้คะแนนน้อยกว่า พร้อมหยิบยกแผลเก่ามาขยายผล ทั้ง “มือที่มองไม่เห็น” หรือ “จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร”
อีกสูตรที่มองกันมากที่สุดคือ “ประชาธิปัตย์ + ภูมิใจไทย + ชาติไทยพัฒนา + รวมชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน”
แน่นอนสูตรนี้ประชาธิปัตย์จำเป็นต้องได้เสียงมากพอ คือ หากไม่มากกว่าก็ต้อง “สูสี” กับ “เพื่อไทย” ถึงจะมีพลังไปรวมพรรคต่างๆ มาตั้งรัฐบาลได้อย่างมีเสถียรภาพ
แต่หากผลเลือกตั้งออกมาประชาธิปัตย์ได้เสียงแซงเพื่อไทยขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง การดึงพรรคร่วมรัฐบาลเก่ามาตั้งรัฐบาลอีก ครั้งเที่ยวนี้ ทั้งภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา หรือรวมชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน โดยไม่ต้องพึ่งพาเสียงจากพรรคเล็กๆ
ทว่าสูตรนี้ มีปัญหาตรงที่พรรคขนาด กลางต้องการได้โควตากระทรวงเดิม ขณะที่ ปชป.คงไม่ยอม โดยต้องการดูแลกระทรวงมหาดไทยและพาณิชย์เอง อย่างที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปรยไว้ ซึ่งคงจะยื้อกันพอสมควรสำหรับสูตรนี้
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่พรรคใหญ่ได้คะแนนไม่เป็นกอบเป็นกำอย่างที่คาด และพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กได้เสียงมากเพียงพอจะกำหนดทิศทาง หรือสร้างอำนาจต่อรองได้ สูตรนายกฯ ปรองดอง หรือนายกฯ ทางเลือก ที่ไม่ได้มาจากสองพรรคใหญ่ตามที่เนวิน ชิดชอบ เคยปลุกกระแส อาจจะเป็นอีกสูตรจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่อาจมองข้าม
ทั้งนี้ สูตรนายกฯ ปรองดองจะประกอบด้วย พรรคชาติไทยพัฒนา (พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรค เป็นนายกฯ) + ภูมิใจไทย + ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน + เพื่อไทย
แน่นอนว่าสูตรนายกฯ ปรองดองนี้ จะเกิดขึ้นได้อยู่ที่ “เพื่อไทย” จะยอมเสียเก้าอี้นายกฯ หรือไม่ ในกรณีไม่ได้เสียงมากพรรคเดียว และไม่อาจปล่อยให้ “ประชาธิปัตย์” ไปรวมพลังกวาดเสียงจากพรรคต่างๆ มาตั้งรัฐบาล การยอมเป็นพรรครัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก แม้จะไม่ได้เป็นนายกฯ ย่อมดีกว่าให้ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ดังนั้นสูตรนายกฯ คนกลาง หรือนายฯ ปรองดอง จะไม่มี “ประชาธิปัตย์” ร่วมด้วยแน่นอน เพราะพรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุน “อภิสิทธิ์” เท่านั้น
ส่วนสูตรสุดท้ายภายใต้การผลักดันจาก “ชาติไทยพัฒนา” คือ “ประชาธิปัตย์” และ “เพื่อไทย” ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อทั้งจุดยืน แนวทางการเคลื่อนไหว อุดมการณ์ ที่ไม่มีทางไปด้วยกันได้ สูตรนี้จึงแท้งตั้งแต่คิดแล้ว
ท้ายที่สุดการจัดตั้งรัฐบาลจะออกมาสูตรไหน คงต้องรอดูผลเลือกตั้ง 3 ก.ค. เป็นตัวชี้ขาด







