
แฮกเกอร์ปริศนาเจาะยางสหรัฐ
เป็นที่ตื่นตระหนกไปทั่ว เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กลายเป็นเหยื่อรายล่าสุดของ “มือมืด”
เป็นที่ตื่นตระหนกไปทั่ว เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กลายเป็นเหยื่อรายล่าสุดของ “มือมืด”
โดย..ทีมข่าวต่างประเทศ
เป็นที่ตื่นตระหนกไปทั่ว เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กลายเป็นเหยื่อรายล่าสุดของ “มือมืด” ที่ใช้ทักษะทางคอมพิวเตอร์ระดับเหนือชั้นเจาะเข้าสู่ระบบข้อมูลของ IMF ร้อนไปจนถึงธนาคารโลก องค์กรด้านการเงินในระดับเดียวกัน ต้องยุติการเชื่อมต่อระบบกับ IMF เป็นการชั่วคราว เพราะเกรงว่ามือมืดอาจมีทักษะนักเจาะชั้นสูงจนสามารถเล็ดลอดเข้ามาถึงตนได้
กระทรวงกลาโหมสหรัฐ หรือเพนตากอน และสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐ (FBI) ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการสืบสวน ในฐานะที่สำนักงานใหญ่ในกรุงวอชิงตันของสหรัฐ เปิดเผยว่า แฮกเกอร์ปริศนาสามารถล้วงข้อมูลได้ส่วนหนึ่ง อีกทั้งยังน่าจะเป็นนักแฮกที่มีระดับแถวหน้าของโลก จึงสามารถเจาะเข้าฐานข้อมูลที่ได้รับการปกป้องด้วยปราการระบบความมั่นคงที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่ง
นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะ IMF มีข้อมูลด้านการเงินของสมาชิกทั้ง 187 ประเทศทั่วโลก อีกทั้งในขณะนี้โลกยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะในยุโรป ซึ่ง IMF มีส่วนให้ความช่วยเหลือโดยตรง
ไม่เพียงเท่านั้น IMF เพิ่งผ่านเรื่องขายหน้าที่สุดในประวัติศาสตร์องค์กร เมื่ออดีตผู้อำนวยการใหญ่ โดมินิก สเตรา-คานห์ ตกเป็นผู้ต้องสงสัยลวนลามแม่บ้านในโรงแรมแห่งหนึ่งกลางนครนิวยอร์ก เจ้าตัวต้องลาออกกลางคุก ส่วนองค์กรต้นสังกัดเสียหน้าและเสียศูนย์อย่างหนักแม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวก็ตาม
อีกทั้งในขณะนี้ยังอยู่ในช่วงที่ตัวแทนของประเทศต่างๆ เดินสายล็อบบี้ให้ตัวเองได้รับการเลือกสรรเป็นผู้อำนวยการคนใหม่ของ IMF ในคราแรกนั้น คริสติน ลาการ์ด รัฐมนตรีคลังของฝรั่งเศส เหมือนจะลอยลำมาเพียงลำพัง แต่ในวันเดียวกับที่ IMF ถูกเจาะข้อมูล ปรากฏผู้เข้าชิงอีกรายจากอิสราเอล นั่นคือ สแตนลีย์ ฟิชเชอร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอิสราเอล และเกจิทางการเงินชั้นนำของโลก
ขณะนี้ยังมืดแปดด้านว่ามือแฮกรายนี้หรือกลุ่มนี้คือผู้ใดและมีจุดประสงค์ใด เพราะในช่วงหลังมีเหตุทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับสถาบันระดับโลก
ยิ่งในกรณีของ IMF ด้วยแล้ว จะเห็นได้ว่ามีมูลเหตุจูงใจได้หลายทาง
เจฟฟ์ มอสส์ แฮกเกอร์ที่ปรึกษาของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐ เชื่อว่า มือมืดที่ทำการเจาะเข้าระบบของ IMF อาจเป็นฝีมือของมือแฮกระดับชาติ เพื่อหวังขโมยข้อมูลที่มีความเปราะบางสูง ด้านยุทธศาสตร์ของกองทุน หรืออย่างน้อยอาจทำไปเพื่อสร้างความขายหน้าให้
แฮกเกอร์กิตติมศักดิ์รายนี้ยังเตือนว่าหากยังจับมือใครดมไม่ได้ สถาบันระดับโลกอีกหลายแห่งอาจตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน เพราะอาจเป็นแรงจูงใจให้แฮกเกอร์รายอื่นลงมือทำในลักษณะเดียวกัน ทั้งด้วยความคึกคะนองและเพื่อหวังผลที่จริงจัง
ดังกล่าวไว้ว่า IMF ไม่ใช่รายแรกที่ตกเป็นเหยื่อการเจาะข้อมูลโดยมือแฮกปริศนา เพราะในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา องค์กรระดับโลกและบริษัทชั้นนำระดับโลกล้วนแต่ถูกเจาะระบบคอมพิวเตอร์กันอย่างถ้วนหน้า
ไม่ว่าจะเป็น Citigroup ยักษ์ใหญ่ด้านการเงิน Sony ผู้นำในธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ Google ผู้นำในธุรกิจเสิร์ชเอนจิน แม้กระทั่งบริษัท Lockheed Martin ผู้ผลิตอาวุธชั้นแนวหน้าของโลก ซึ่งมีเพนตากอนเป็นลูกค้าอันดับ 1 ยังตกเป็นเหยื่อของขบวนการแฮกเกอร์
กรณีที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงมากที่สุด คือการป่วนระบบของ Google
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วระบบ Gmail ใช้การไม่ได้เป็นการชั่วคราว ซึ่งต่อมา Google และรัฐบาลสหรัฐอ้างว่าตกเป็นเป้าโจมตีจากแฮกเกอร์ในจีน โดยอ้างว่าสามารถสาวต้นตอไปถึงวิทยาลัยอาชีวะทางทหารแห่งหนึ่งในมณฑลจี้หนาน ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่เคยพบเป็นต้นตอแฮก Google มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 17 เดือนก่อน
แน่นอนว่า รัฐบาลจีนจะปฏิเสธอย่างหัวชนฝา แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐและ Google จะไม่ได้กล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลจีนแต่อย่างใด
ด้วยเหตุที่จีนเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ Google มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทั้งยังมีคำขู่ปิด Google จากกรณีที่ปล่อยให้ระบบค้นหาข้อมูลเปิดให้ค้นพบภาพจากเหตุนองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งเป็นประเด็นต้องห้ามในจีน ทำให้ทุกสายตาเพ่งเล็งไปที่จีนทั้งที่จีน อาจไม่มีส่วนกับเรื่องนี้แม้แต่น้อย
แต่เป็นธรรมดาที่ “ฝ่ายตรงข้าม” มักตกเป็นผู้ต้องสงสัยรายแรก ยิ่งเหยื่อของขบวนการเจาะสะท้านโลก ล้วนแต่เป็นแขนขาของโลกตะวันตก ยิ่งทำให้เชื่อได้ง่ายขึ้นว่า จีนหรือรัสเซีย หรือฝ่ายตรงข้ามรายอื่นๆ มีเอี่ยวกับเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากปากคำของ Lockheed Martin แล้ว จะพบว่าผู้ลงมือป่วนไม่น่าจะมีรายเดียว
Lockheed เปิดเผยเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนว่า ถูกโจมตีผ่านระบบไซเบอร์ด้วยระดับความเสียหายที่หนักหนาพอสมควร เพราะหน่วยงานล่าสุดที่ตกเป็นเป้าหมาย คือหน่วยวิจัยรหัสทางคณิตศาสตร์ สำหรับใช้ในระบบรักษาความปลอดภัยของบริษัทต่างๆ ทั่วโลก
ปัญหามิได้อยู่ที่มือดีรายนั้นอาจได้รหัสเจาะเข้าข้อมูลลูกค้าของ Lockheed แต่อยู่ที่ปากคำต่อการที่ทางบริษัทระบุว่า ขณะนี้ตนได้ตกเป็นเป้าการโจมตีจากทั่วโลกบ่อยครั้งขึ้น
สาเหตุที่ Lockheed ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี เพราะเป็นผู้ผลิตอาวุธให้กองทัพสหรัฐโดยตรง เมื่อใดก็ตามที่สหรัฐแสดงความก้าวร้าวทางทหาร การตอบโต้จะติดตามมา แต่ที่ผ่านมามักเป็นการตอบโต้ทางอาวุธ มิใช่สงครามไซเบอร์เต็มรูปแบบ อีกทั้ง Lockheed ยังมักไม่ตกเป็นเป้าหมายโดยง่าย
แต่วันนี้โลกได้เชื่อมโยงเข้าด้วยกันเกือบสมบูรณ์แบบผ่านระบบออนไลน์ สมรภูมิแห่งใหม่จะเปิดฉากขึ้น และจากเดิมที่ Lockheed หรือภาคธุรกิจอื่นๆ ที่เป็นตัวแทนที่แขนขาของมหาอำนาจเคยอยู่อย่างลอยตัวมาได้ บัดนี้จะไม่สามารถอยู่เฉยๆ เพื่อโกยกำไรได้อีกต่อไป
เมื่อไล่เรียงเหยื่อแต่ละราย จะพบว่าล้วนแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจทางธุรกิจของโลกตะวันตกทั้งสิ้น
IMF และ Citigroup เป็นสัญลักษณ์ทางการเงินการคลังโลก และธุรกิจการเงินที่มีเครือข่ายทั่วโลกภายใต้การชี้นำโดยสหรัฐ Lockheed คือขุมกำลังด้านการทหารของสหรัฐ
แน่นอนว่าจีนย่อมจะยังเป็นผู้ต้องสงสัยรายแรก อย่างน้อยก็จากข้อมูลจากรัฐบาลสหรัฐที่หลุดมาอยู่ในมือของ WikiLeaks ระบุว่า รัฐบาลจีนระดมกำลังภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ และเหล่าวายร้ายในโลกออนไลน์ เพื่อใช้เจาะฐานข้อมูลของเป้าหมายโดยเฉพาะ ด้วยเหตุผลใดนั้น ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่จีนอาจเตรียมพร้อมเพื่อรับการโจมตีทำนองนี้จากสหรัฐเช่นกัน
แต่ในความเป็นจริง และเมื่อพิจารณาจากคำสารภาพของ Lockheed ไม่ใช่จีนเท่านั้นที่ควรลงมือ แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่เริ่มใช้แฮกเกอร์เพื่อบ่อนทำลายแขนขาในโลกธุรกิจและการเงินของสหรัฐและชาติตะวันตก หนึ่งในนั้นคือเกาหลีเหนือและอิหร่าน
อิหร่านยิ่งมีเหตุผลให้เปิดสงครามไซเบอร์กับสหรัฐมากกว่ารายอื่นๆ
เมื่อราวเดือน ก.ค. ปี 2553 ไวรัส Stuxnet ระบาดไปทั่วโลก สร้างความเสียหายให้กับซอฟต์แวร์ของภาคธุรกิจและเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยตัวไวรัสเน้นทำลายซอฟต์แวร์ของ Microsoft Windows ผลสำรวจในภายหลังพบว่า คอมพิวเตอร์ในอิหร่านได้รับความเสียหายเกือบ 59% จากสัดส่วนความเสียหายทั้งหมดทั่วโลก อินโดนีเซียที่ 18% และอินเดียที่ 8% และสหรัฐ เสียหายเพียง 1%
เป็นที่น่าเชื่อว่า ไวรัสตัวนี้น่าจะเป็นฝีมือของอิสราเอล หรือไม่ก็สหรัฐ เพราะในภายหลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวแย้มจากปากว่า Stuxnet สามารถหยุดยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไม่ให้รุดหน้าไปได้
แม้จะยังไม่แน่ชัดว่า ขบวนการแฮกเกอร์ล่าสุดมาจากจีน อิหร่าน หรือมาจากความสะเพร่าของสหรัฐเองที่พยายามปล่อยไวรัสเล่นงานคนอื่นหรือไม่ แต่ไม่น่าแปลกใจที่สหรัฐจะตกเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีระยะหลัง เพื่อมองย้อนกลับไปดูผลงานที่เคยทำกับผู้อื่น
เพียงแต่สหรัฐเป็นมหาอำนาจที่ยังแข็งแกร่งในแสนยานุภาพทางทหารและเทคโนโลยี การที่จะเล่นงานให้อ่วมอรทัย จำเป็นต้องเจาะที่จุดอ่อนของสหรัฐ ซึ่งขณะนี้คือภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการเงินที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากวิกฤตเมื่อปี 2551
หากไม่เร่งหาต้นตอ ขบวนการเจาะยางที่จุดอ่อนในภาคเศรษฐกิจและธุรกิจอาจยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อผู้ลงมือเล็งเห็นแล้วว่า สหรัฐไม่อาจจับมือใครดมได้ จนกลายเป็นการเผยจุดอ่อนของตนเข้าอย่างจัง







