
รับมือวิกฤตโลก
ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประกาศลดการคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้
ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประกาศลดการคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้
จากเดิมที่จะเติบโต 3.3% ได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.2% อันเป็นผลกระทบจากหลายปัจจัยเสี่ยงที่กำลังร้อนแรงแตะจุดเดือดอยู่ในขณะนี้
หนึ่งในความเสี่ยงที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงคือสถานการณ์ความร้อนแรงทางการเมืองในตะวันออกกลางอย่างในลิเบีย ที่ส่งผลกระทบทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นจากที่ระดับราคาจริงที่ราว 70-80 เหรียญสหรัฐ
แต่ในปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ที่ราว 100 เหรียญสหรัฐ เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองในลิเบียและประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกโดยเฉลี่ยราว 20-30%
อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่กำลังคุกคามเศรษฐกิจโลกและประเทศกำลังพัฒนาอยู่ในขณะนี้ก็คือ วิกฤตเงินเฟ้อที่กำลังลุกลามไปทั่วภูมิภาคเอเชีย ซึ่งในด้านหนึ่งเป็นผลพวงมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ทว่าในอีกด้านหนึ่งและมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดก็คือราคาอาหารในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น
เป็นที่ทราบกันดีว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาสามารถรอดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 2 ปีก่อนมาได้ และกำลังอยู่บนเส้นทางการเติบโต แต่ทว่าสภาวะดังกล่าวก็ทำให้ความต้องการอาหารในแต่ละประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากสภาวะปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างสุดโต่ง ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารโลกอย่างยิ่งยวด และดันให้ราคาอาหารพุ่งกระฉูดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เช่น ในประเทศจีนที่ปัญหานี้กำลังกลายเป็นปัญหาท้าทายอันดับ 1 ของชาติที่รัฐบาลกรุงปักกิ่งจำเป็นต้องเร่งแก้ไข
สำหรับประเทศไทย ปัญหาภาวะเงินเฟ้อได้สำแดงอาการให้เห็นชัดเจนขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี ที่ประชาชนตาดำๆ สามารถรู้สึกได้ทุกหย่อมหญ้า จากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นเร็วเกินกว่าการขยับขึ้นของรายได้ขั้นต่ำ
กระนั้นก็ตาม ดูเหมือนว่านโยบายของพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่กำลังแข่งกันหาเสียงในขณะนี้นั้น กลับหันไปเน้นนโยบายประชานิยม หรือกระตุ้นการใช้เงินมากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับการควบคุมปัญหาราคาสินค้าแพง ซึ่งหากยิ่งกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านนโยบายประชานิยมจะยิ่งเป็นตัวเร่งให้ปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงขึ้น และยังอาจจะก่อให้เกิดปัญหางบประมาณของรัฐบาลในอนาคตด้วย ซึ่งล้วนแต่เป็นการบ้านข้อสำคัญที่กำลังรอรัฐบาลไทยชุดใหม่หลังการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค.นี้
นโยบายการป้องกันปัญหาในระยะยาว คือสิ่งที่ประชาชนต้องการที่สุดในช่วงที่วิกฤตพลังงานและวิกฤตอาการกำลังรุนแรงทั่วโลก ไม่ใช่การเสนอนโยบายที่ให้แต่ความหวังกับเงินและผลประโยชน์ชั่วครู่ชั่วยาม ที่พรรคการเมืองต่างๆ พยายามยัดเยียดให้ผ่านนโยบายประชาชนนิยมอย่างเช่นในทุกวันนี้







