
ความมั่นคงของราคาอาหาร
การศึกษาในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมัน (Fuel)
การศึกษาในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมัน (Fuel)
โดย..วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
ราคาสินค้าเกษตร (Food) และราคาตราสารทางการเงิน (Financial Instrument) มีความผันผวนอยู่เสมอ
ความผันผวนที่ว่า มักจะมาจากการผลิตออกมามากเกินความต้องการของตลาด เช่น ตราสารการเงินที่หลั่งไหลออกมาแข่งกันเอง ราคาก็เลยไม่ขึ้น หรือผลิตผลทางการเกษตรถูกส่งเข้าสู่ตลาดโลกเป็นจำนวนมาก ราคาก็เลยถูกกด หรือความพยายามของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันหรือโอเปก ที่พยายามฮั้วกัน เพื่อให้มีปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาด ในปริมาณที่ไม่ถูกบีบราคาต่ำนัก แปลว่า ถ้าบริหารไม่ทั่วถึง จะทำให้มีคนอยากขายมากกว่าคนอยากซื้อ...
แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจยิ่งคือ นับแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ราคาสินค้าเกษตรทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คราวนี้เป็นผลมาจากความต้องการบริโภคที่แท้จริงของตลาด รวมทั้งต่อมามีการใช้การกว้านซื้อสินค้าเกษตรมาเก็งกำไรต่ออีกที
วันนี้ สินค้าหมวดอาหารกำลังทยอยมีราคาสูงขึ้นและสูงขึ้น เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในไทย แต่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ในเมื่อสินค้าเกษตรราคาดี เจ้าของที่ดินและเจ้าของเงินทุนจึงหันมาลงทุนปลูกพืช ที่เป็นได้ทั้งพืชอาหารและพลังงานในตัวเองกันมากมาย
มันสำปะหลังที่เคยปลูกชุกชุมในภาคตะวันออก ได้ขยายพื้นที่ไปทั่วทุกภาคของไทย ยูคาลิปตัสและยางพาราก็เช่นกัน รวมทั้งปาล์มน้ำมันที่ขยายจากพื้นที่ภาคใต้ไปสู่แทบทุกเขตในประเทศไทย
แม้การขยายพื้นที่ปลูกพืชพลังงานและไม้เศรษฐกิจเหล่านี้ จะยังไม่น่าจะถึงกับทำให้ไทยประสบปัญหาขาดแคลนพืชอาหาร แต่ก็จะทำให้ความผันผวนของราคาอาหาร พืชอาหารและพืชพลังงานมีมากขึ้น
ทั้งจากปัญหาผลิตไม่พอ ความต้องการที่จะส่งป้อนโรงงาน (ไม่ว่าจะเป็นโรงงานเอทานอลหรือโรงงานแปรรูปอาหาร) ซึ่งเกิดขึ้นแล้วกับกลุ่มโรงงานน้ำตาล โรงงานแป้งมัน และโรงงานน้ำมันปาล์ม
ขณะนี้ไทยกำลังไล่ปลูกพืชพลังงาน เพื่อผลิตเอทานอลให้ทันความต้องการเติมรถยนต์ประเภท E10 ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 20 ปี ก็จะมีเอทานอลไว้เติมรถพอเพียงทั่วประเทศ
แต่ถ้ามีการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ E85 กันมาก ความต้องการเอทานอลก็จะพุ่งสูงขึ้นอีกเกือบ 6 เท่า (ปัจจุบันมีความต้องการเอทานอล 9,400 ล้านลิตรต่อปี แต่ผลิตได้เองอยู่ 1,400 ล้านลิตรต่อปี)
ถ้าหันมามองไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมัน ปัจจุบันประเทศต้องการไบโอดีเซล 1.5 ล้านลิตรต่อวัน แต่ใน 20 ปีข้างหน้า คาดว่าไทยจะมีความต้องการ 48 ล้านลิตรต่อวัน แปลว่า ประเทศต้องขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มอีกเกือบ 5 เท่าจากปัจจุบัน
แปลว่า จะมีทั้งการลดนาข้าวและรุกป่ากันอีกพอดูล่ะครับ...
ยิ่งถ้าคำนึงถึงปริมาณน้ำฝนที่ต้นปาล์มน้ำมันต้องการ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่คุ้มค่าแล้ว ในประเทศไทยเรามีอยู่เพียง 4 แหล่งผลิตเท่านั้น คือ แถบ จ.ตราด ในภาคตะวันออก แถบ จ.หนองคาย นครพนม ในภาคอีสาน แถบ จ.กาญจนบุรี ในภาคตะวันตก และแถบ จ.เชียงราย น่าน ในภาคเหนือ
สรุปคือ ใกล้ป่าสมบูรณ์ของเราทั้งนั้นเลย
ถ้าปลูกกันได้เพิ่มแล้ว โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มก็จะตามไปลงทุนด้วย ซึ่งก็จะทำให้เศรษฐกิจการเกษตรของพื้นที่แถบนี้เปลี่ยนไปครับ วิถีชีวิตชาวบ้านก็จะถูกเปลี่ยนแปลง
วันหนึ่งข้างหน้า เราอาจได้เห็นนโยบายของรัฐ ในการจำกัดการส่งออกผลิตผลทางการเกษตรก็ได้นะครับ (ซึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งไม่ดีเสมอไปนะครับ)
เราจะหลีกเลี่ยงมันได้ไหม...คงไม่ครับ เพราะเชื้อเพลิงฟอสซิลในโลกจะหมดไปใน 50 ปีข้างหน้า ประชาชนโลกจะตายถึง 9,000 ล้านคนใน 40 ปีข้างหน้า ความต้องการอาหาร น้ำ และพลังงานจะพุ่งขึ้นประมาณ 34.3%
ราคาอาหารจึงจะมีแต่แพงขึ้น แพงขึ้น และแพงขึ้น อย่างแน่นอนครับ !!







