
คนไทยก้มหน้ารับกรรมหมดยุคค่าครองชีพถูก
ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน พ.ค. 2554 ที่ทะยานขึ้นไปทะลุหลัก 4% อย่างง่ายดาย
ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน พ.ค. 2554 ที่ทะยานขึ้นไปทะลุหลัก 4% อย่างง่ายดาย
โดย...ทีมข่าวการเงิน
สะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริงของสินค้าที่มีราคาแพงหูฉี่
โดยเฉพาะในหมวดที่กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ขึ้นราคามากสุดอย่างกลุ่มอาหารสด ก็ถือเป็นรายการที่มีความใกล้ชิดกับก้นครัวผู้บริโภค
ในมุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทย เชื่อว่า เงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังจะยังปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง จนบางเดือนใกล้แตะระดับ 5% ด้วยซ้ำ
หากสถานการณ์เงินเฟ้อเป็นอย่างนี้ โดยที่ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไม่ขยายตัวสูงขึ้น อาจส่งผลกระเทือนชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างหนัก
เมื่อจีดีพีไตรมาสแรกเติบโตเพียง 3% ขณะที่เงินเฟ้อวิ่งแรงแซงไปอยู่ที่ 4% แล้ว เท่ากับว่ารายได้ของประชาชนโตไม่ทันราคาสินค้าที่แพงขึ้น
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในครึ่งปีหลังเงินเฟ้อทั่วไปในบางเดือนอาจเกินกว่า 4.5% มากที่สุดคือใกล้แตะ 5%
“เงินเฟ้อบางเดือน เช่น ก.ย.ต.ค. อาจใกล้แตะ 5% ด้วยซ้ำ ภายใต้เงื่อนไขราคาน้ำมันที่สูงขึ้น” เชาว์ กล่าว
สำหรับปัญหาของแพงนั้น ผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย เชื่อว่า ไม่น่าจะรุนแรงมากนัก เพราะดูตัวเลขการว่างงานขณะนี้ถือว่าต่ำ หมายความว่าประชาชนยังมีงานทำ มีเงินในกระเป๋า ไม่ถึงกับไม่มีเงินซื้อของ
เรียกได้ว่าภาวะเงินตึงอาจมีบ้าง แต่ไม่ถึงกับเงินขาดมือ!!!
“แต่ถ้าเจอปัญหาคนตกงานด้วย ของแพงด้วยอย่างนี้ถึงจะเรียกว่าหนักสุดๆ ซึ่งประเทศไทยยังไม่ได้ไปถึงจุดนั้น” เชาว์ ระบุ
หากย้อนกลับดูตัวเลขการจับจ่ายใช้สอยในเดือน ม.ค.ก.พ. ถือว่าดีมาก ยอดการซื้อรถยนต์สูงเป็นประวัติการณ์ แสดงว่าคนยังมั่นใจในอนาคตทางเศรษฐกิจ
ส่วนในช่วงไตรมาส 2 ยอดจับจ่ายคงลดลงจากปัญหาสึนามิในญี่ปุ่น ทำให้โรงงานผลิตรถยนต์ในไทยต้องลดกำลังการผลิต
ขณะที่ราคาน้ำมันเบรนต์ที่เคยไปสูงถึง 115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ตอนนี้ราคาก็อ่อนลงมาแล้ว ทำให้ลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เข้าไปอุ้มได้มาก
ล่าสุดศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ระดับราคาข้าวในประเทศก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ตามภาวะการส่งออกข้าวที่มีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2554
สัญญาณอย่างนี้ แสดงว่าผู้บริโภคยังต้องแบกรับค่าครองชีพแพงต่อไป เพื่อแลกกับการให้ชาวนาได้ราคาข้าวที่สูงขึ้น
เชาว์ กล่าวว่า หากมองในมุมของผู้ประกอบการ ขณะนี้ถือว่าต้นทุนอยู่ในช่วงขาขึ้น ตั้งแต่หลังจากปีใหม่ซึ่งมีการปรับขึ้นค่าจ้างแล้ว ทำให้สินค้ามีการปรับราคาต่อเนื่อง บางส่วนก็ต้องดูแลเรื่องประสิทธิภาพการผลิตของตัวเอง ถ้าไม่สามารถขึ้นราคาได้
ยิ่งหากดูดัชนีราคาสินค้าผู้ผลิตที่ปัจจุบันสูงถึงระดับ 6% กว่า เรียกว่า เฉลี่ยแล้วต้นทุนของผู้ผลิตเพิ่มในอัตราที่มากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภคด้วยซ้ำ
สะท้อนว่าไม่มีวันที่ราคาสินค้าจะผ่อนคลายลง มีแต่ปรับตัวสูงขึ้นเท่านั้น!!
“ผู้ประกอบการต้องแบกรับมีมากตั้งแต่ต้นปีแล้ว ส่วนต่างกำไรหายไป บางส่วนผลักให้ผู้ซื้อได้ ขึ้นกับอำนาจต่อรองมีมากแค่ไหน บางส่วนก็มาเฉลี่ยๆ กันไปพออยู่ได้” เชาว์ กล่าว
โดยเชื่อว่าปัญหาต้นทุนไม่ถึงกับทำให้ผู้ประกอบการต้องเจ๊ง แต่ต้องปรับตัว เพราะธุรกิจมีความยืดหยุ่น ไม่ใช่อยู่ได้ด้วยราคาอย่างเดียว แต่ขึ้นกับคุณภาพ แรงงานด้วย บางบริษัทจ่ายค่าจ้างมากกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอยู่แล้ว บางบริษัทต้องให้ค่าทำงานล่วงเวลาหรือโอที เพื่อจูงใจพนักงาน เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวที่มีฤดูกาลที่ต่างชาติเข้ามามาก หรือรถยนต์ที่ทำงานกี่กะก็ต้องจ่าย ถ้าถึงเวลาส่งมอบสินค้า
ผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สถานการณ์ที่ต้องจับตาขณะนี้ก็คือเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมปัจจัยราคาน้ำมัน) จะพุ่งเกิน 3% ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยเพิ่งปรับประมาณการดอกเบี้ยนโยบายจาก 3.25% เป็น 3.5%
เชาว์ มองว่าการขึ้นดอกเบี้ยเป็นการลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจไม่ให้โอเวอร์ฮีตเกินไป ช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากมากขึ้น ถ้าดอกเบี้ยฝากยังถูกต่อไป คนก็จะหันไปซื้อรถยนต์ดีกว่า ดังนั้นการขึ้นดอกเบี้ยช่วยให้เกิดสมดุลของพฤติกรรมของคนในระบบเศรษฐกิจ
แต่ในมุมมองของอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ มองว่า ประเทศไทยต้องการภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างสม่ำเสมอ ไม่หวือหวา ไม่ใช่ปีนี้เศรษฐกิจดีมากจีดีพีโต 7-8% อีกปีแย่ติดลบ อย่างนี้ธุรกิจก็เจ๊งหมด
โดยในความจริงแล้ว ธุรกิจต้องการการเติบโตที่สม่ำเสมอ จะช่วยให้ทุกอย่างสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพตลาดได้ เช่น ค่าแรงก็สะท้อนความเป็นจริง หรือของแพงก็ปล่อยบ้างไม่ต้องมานั่งควบคุมต้นทุนอย่างเดียว
สำหรับแนวทางของพรรคการเมืองในการขึ้นค่าแรงงานนั้น เลขาธิการสภาพัฒน์ เห็นว่า นายจ้างคงพร้อมจ่ายเงินเพิ่ม เพราะต้องการแรงงาน แต่ขึ้นแล้วก็ยังต้องขายของได้ หากปรับขึ้นค่าแรงแล้วกลัวจะอยู่ไม่ได้ ก็ต้องเพิ่มราคาสินค้าแต่คงไม่เต็ม 100%
ส่วนที่มีนโยบายขึ้นค่าแรงถึง 300 บาทต่อวันนั้น อันนี้เชื่อว่าภาคอุตสาหกรรมคงร้องว่าได้รับผลกระทบบ้าง
ต้องยอมรับว่าภาวะช็อกจากสินค้าราคาแพงและน้ำมันขึ้นพรวดพราดขณะนี้ เริ่มบรรเทาลงเมื่อประชาชนปรับตัวได้ระดับหนึ่ง
ส่วนแนวโน้มข้างหน้ายังไม่เห็นปัจจัยอะไรที่จะบรรเทาเบาบางค่าครองชีพให้ถูกลง มีแต่ซ้ำเติมให้เกิดวิกฤตการณ์เงินเฟ้อมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโยบายการขึ้นค่าแรงแบบไม่มีพื้นฐานความจริงรองรับ
หรือการขยับราคาสินค้าเกษตรการเมือง อย่างข้าวขึ้น เพื่อดึงฐานคะแนนเฉพาะหน้า ไม่ได้คิดถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศจริงๆ
กล่าวได้ว่าขณะนี้หมดยุคค่าครองชีพถูกแล้ว มีแต่สินค้าจะแพงขึ้นฝ่ายเดียว ถ้ารายได้ประชาชนเพิ่มไม่ทันก็เดือดร้อนกันทั่วหน้า







