posttoday
เด็กอาชีวะไทยมีโอกาสได้งานในตลาดอาเซียนเพิ่ม

เด็กอาชีวะไทยมีโอกาสได้งานในตลาดอาเซียนเพิ่ม

08 มิถุนายน 2554

เผยอีก 4 ปีนักเรียนจบสายอาชีวะทักษะสูงมีโอกาสได้งานในตลาดแรงงานอาเซียน 10 ประเทศ

เผยอีก 4 ปีนักเรียนจบสายอาชีวะทักษะสูงมีโอกาสได้งานในตลาดแรงงานอาเซียน 10 ประเทศ

นายสมพงษ์ จิตระดับ คณะกรรมการ ส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “ทิศทางพัฒนาเด็กพันธุ์อาร์ รองรับตลาดอาเซี่ยน 58” ตอนหนึ่ง ว่า  ในอนาคตการศึกษาสายอาชีพจะกลายเป็นยุทธศาสตร์ของการพัฒนาชาติ และมีโอกาสในตลาดแรงงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่ไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศจะเปิดให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี 5 สาขา ได้แก่ สินค้า บริการ การลงทุน แรงงานมีฝีมือและเงินทุน ในปี 2558 ดังนั้นกติกาใหม่จะเปิดทางให้แรงงานมีฝีมือ

“โจทย์ที่สังคมไทยหลีกเลี่ยงได้ยากก็คือ แรงงานไทยจะแข่งขันสู้กับแรงงานของประเทศเพื่อนบ้านได้หรือไม่ ในอนาคตคุณภาพแรงงานจึงไม่ใช่เพียงการจบปริญญาแต่ขึ้นอยู่กับการทำงานที่มีคุณภาพ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นไปได้สูงที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม และฟิลิปปินส์ จะเข้ามาศึกษาต่อในสายอาชีวศึกษาในไทย และจะเข้ามาอยู่ในตลาดแรงงานบ้านเรา หากไม่เตรียมตัวให้พร้อม ประเทศเพื่อนบ้านก็จะมายึดครองสัดส่วนของตลาดแรงงานในกลุ่มนี้” นายสมพงษ์ กล่าว

นายสมพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลที่จะเข้ามาจึงต้องเตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้า ต้องจัดหลักสูตรการเรียนรู้ให้ดี อย่ามัวแต่รอจนม. 3 เพราะจะช้าเกินไป สิ่งที่กระทรวงศึกษาต้องพิจารณาร่วมกันต่อคือ แท่งของสพฐ.และอาชีวะ ต้องทำงานร่วมกันผ่านระบบแนะแนวตั้งแต่ป.6 หรือ ม. 1 ในการให้ข้อมูลข่าวสาร โดยเข้าใจตลาดแรงงานมากขึ้น เพราะเราสูญเปล่าด้านอุดมศึกษามามาก เรียนจบปริญญาตรีแต่ไม่มีงานทำ ต้องเอาวุฒิอาชีวะไปสมัคร ซึ่งแต่ละปีมีคนจบปริญญาตรี จำนวน 4 แสนคน ในจำนวนนี้มีงานทำเพียง 1 แสนคน แต่มีคนตกงานถึง 1.5 แสนคน ขณะที่คนจบอาชีวศึกษา ได้งานทำ 90-100% และต่อไปอาจจำเป็นต้องเปิดหลักสูตรวิชาชีพในโรงเรียนมัธยมมากขึ้น แบบสหศึกษา

นางสิริรักษ์ รัชชุศานติ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 เพื่อพร้อมรับกับสถานการณ์การเคลื่อนย้ายอาชีวะต้องทำใน 5 เรื่อง คือ 1 การผลิตกำลังคนอาชีวะให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด 2. การพัฒนาศักยภาพครูทั้งครูในสถานศึกษา ครูในสถานประกอบการ และครูภูมิปัญญาผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่น 3. การพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ใหม่ โดยเทียบเคียงมาตรฐานกับหลักสูตรสากล เพิ่มการเรียนการสอนแบบทวิภาคี และเพิ่มป.ตรีสายปฏิบัติการ

4. การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ให้สอดคล้องกับภาคการเกษตร อุตสาหกรรมและภาคการบริการ และ 5. กำลังแรงงงานต้องมีสมรรถนะตามาตรฐานวิชาชีพ ซึ่งในการเตรียมความพร้อมต่อประชาคมอาเซี่ยนนั้น ต้องมีการพัฒนาหลักสูตรโดยเชื่อมกับมาตรฐานอาชีพในสถานประกอบการ ซึ่งต้องเทียบเคียงกับมาตรฐานของประเทศในกลุ่มอาเซี่ยน ทั้งนี้หากได้รับการสนับสนุนโดยเฉพาะนโยบายรัฐบาลและการปฏิรูปการศึกษา รวมถึงความต้องการแรงงาน เชื่อว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะมีส่วนในการพัฒนาอาชีวศึกษาร่วมกัน   

นายวีรวัฒน์ วรรณศิริ นายกสมาคมโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทิศทางการพัฒนาอาชีวศึกษา เพื่อสอดรับกับแนวโน้มการแข่งขันตลาดอาชีวศึกษาโลกของภาคเอกชน มีอยู่ 3 แนวทางหลักคือ 1.สร้างให้ประเทศไทยเป็นฮับการศึกษาของอาชีวเอกชน ซึ่งมีการรวมตัวกันของสถาบันอาชีวศึกษาเอกชน 66 สถาบันทั่วประเทศ 2.พัฒนาฝีมือแรงงาน โดยเฉพาะด้านภาษา โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้มอบสื่อการเรียนภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลีให้กับอาชีวศึกษาเอกชน เพื่อให้โรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนเตรียมพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน 2558 และ 3.ดำเนินการก่อตั้ง “สมาคมอาชีวศึกษาเอกชนอาเซียน” เพื่อแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ระหว่างประเทศ ทำให้กลุ่มประชาคมได้มีโอกาสทำงานแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน 

“แรงงานไทยปัญหาอย่างเดียวคือ เรื่องภาษาที่เราสู้แรงงานสิงคโปร์และมาเลเซียไม่ได้ แม้ว่าเราจะมีฝีมือเป็นเลิศ หรือเทคโนโลยีที่ดีกว่า ฉะนั้นต้องอุดช่องโหว่เรื่องภาษาให้ได้ เพราะต่อไปแรงงานเหล่านี้จะเป็นคนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราไม่มีทางแปลงความคิดความอ่านให้เป็นจริงได้ ถ้าไม่มีเด็กอาชีวะเหล่านี้ อาชีวะจึงเป็นแรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวจริง” นายวีรวัฒน์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท