
เติ้ง-เนวิน น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า
“ถ้าจะเป็นฝ่ายค้านก็เป็น จะเป็นฝ่ายรัฐบาลก็เป็น แต่ต้องดูเหตุผลด้วยว่า ถ้าเป็นฝ่ายค้านบ้านเมืองไปได้หรือไม่
“ถ้าจะเป็นฝ่ายค้านก็เป็น จะเป็นฝ่ายรัฐบาลก็เป็น แต่ต้องดูเหตุผลด้วยว่า ถ้าเป็นฝ่ายค้านบ้านเมืองไปได้หรือไม่
โดย...ทีมข่าวการเมือง
“ถ้าจะเป็นฝ่ายค้านก็เป็น จะเป็นฝ่ายรัฐบาลก็เป็น แต่ต้องดูเหตุผลด้วยว่า ถ้าเป็นฝ่ายค้านบ้านเมืองไปได้หรือไม่ ถ้าบ้านเมืองไปไม่ได้ต้องทำความเข้าใจกัน ไปบอกได้เลยว่าไม่มีอะไร เติ้งพูดอย่างไงก็พูดอย่างงั้น อาพูดอะไรก็บอกกับหลานแบบนี้”
กลายเป็นความโล่งอกของพรรคภูมิใจไทยเปลาะใหญ่พอสมควร เมื่อได้ยินประกาศิตจากมหาพันธมิตรทางการเมืองอย่าง “บรรหาร ศิลปอาชา” ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา หลังจากที่ก่อนหน้านี้เกิดการเข้าใจผิดระหว่างสองพรรคทันที เมื่อพรรคเพื่อไทยประกาศไม่เอาพรรคภูมิใจไทยมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหากได้เป็นพรรคการเมืองเสียงข้างมากในการเลือกตั้งครั้งนี้
รอยร้าวเริ่มปะทุขึ้นเมื่อ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ “ชุมพล ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้นิยามความหมายของการเป็นพันธมิตรของสองพรรคไม่ตรงกัน โดยฝ่ายแรกยืนยันว่าต้องร่วมหัวจมท้ายเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านด้วยกันห้ามทอดทิ้ง
ขณะที่อีกฝ่าย ระบุว่า นิยามของคำว่าพันธมิตรจำกัดเฉพาะเมื่อครั้งร่วมผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการร่วมรัฐบาล
ความเข้าใจไม่ตรงกันในส่วนนี้ ส่งผลให้เป็นความไม่ชัดเจนมากขึ้นทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยว่าอาจจะตกขบวนไม่ได้ร่วมรัฐบาล เพราะสถานการณ์ตอนนี้พรรคเพื่อไทยกำลังยืนอยู่บนความได้เปรียบในคะแนนความนิยมเหนือกว่าประชาธิปัตย์ทุกประตู
ประเด็นที่เป็นห่วงที่สุดของพรรคภูมิใจไทยในกรณีหากไม่ได้ร่วมรัฐบาล คือ สภาพความแตกแยกภายในพรรค เป็นเพราะโครงสร้างของพรรคยังมีลักษณะแบ่งออกเป็น “วังการเมือง” ไม่มีใครไว้ใจใคร พร้อมจะสลัดได้ทุกเมื่อหากผลประโยชน์ไม่ตรงกัน
โดยเฉพาะกับกลุ่มมัชฌิมา “สมศักดิ์ เทพสุทิน” เป็นหัวหน้ากลุ่ม พื้นฐานของอดีตเจ้าพ่อวังน้ำยมแห่งพรรคไทยรักไทยรายนี้เป็นที่ทราบกันดีว่ามีความสนิทสนมกับพรรคเพื่อไทยในสายของ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ยังไม่นับกลุ่มอื่นๆ อีก เช่น บ้านริมน้ำ ของ สุชาติ ตันเจริญ รวมไปถึงบรรดาพวก สส.นักพเนจรงูเห่า ซึ่งทิ้งพรรคการเมืองอื่นมาอยู่กับภูมิใจไทยก่อนหน้านี้ ก็มีภูมิหลังทางการเมืองที่ไม่พร้อมและไม่ปรารถนาจะเป็นฝ่ายค้านแทบทั้งสิ้น
ดังนั้น หากความสัมพันธ์ภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนาต้องสะบั้นลง “เนวิน ชิดชอบ” คงหนีไม่พ้นการถูกโดดเดี่ยวในพรรค สภาพแบบนี้จะไม่ต่างอะไรกับพรรคเพื่อแผ่นดินในอดีต ซึ่งหัวหน้าไปทางลูกน้องไปทาง ถึงที่สุดแล้วพรรคก็ต้องแตกฉานซ่านเซ็นแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี เนวินจึงต้องพยายามรักษาความสัมพันธ์กับบรรหารเอาไว้ให้ดีที่สุด เพื่อแต่งตัวรอร่วมรัฐบาลหลังการเลือกตั้งและรักษาความเป็นพรรคให้มีความมั่นคงมากขึ้น
โชคดีที่บรรหารไม่ได้ลอยตัวกับเรื่องนี้ เร่งออกมาทำความเข้าใจเป็นการด่วนผ่านสื่อเพื่อต้องการส่งสัญญาณไปให้พรรคเพื่อไทย ถ้าเลือกพรรคชาติไทยพัฒนาต้องเอาภูมิใจไทยไปด้วย ไม่งั้นดีลเจรจารัฐบาลไม่ต้องมาคุยกัน เว้นเสียแต่ว่าพรรคเพื่อไทยจะมีเสียงมากพอในการจัดตั้งรัฐบาลให้มีเสถียรภาพโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาพรรคชาติไทยพัฒนา
แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเป็นไปได้ยากที่พรรคเพื่อไทยจะได้เสียงข้างมากขนาดนั้น เนื่องจากมีพรรคการเมืองคู่แข่งคอยตัดคะแนนอยู่เป็นจำนวนมาก แม้ว่าโพลหลายสำนักจะระบุตรงกันว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะลอยลำก็ตาม
จุดอ่อนของพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองใหญ่ กลายเป็นจุดแข็งของพรรคขนาดกลางอย่างชาติไทยพัฒนาทันที แต่ถึงกระนั้นอำนาจต่อรองของพรรคขนาดกลางไม่มีทางเลยที่จะมาจากพรรคการเมืองของตัวเองแต่เพียงฝ่ายเดียว
เท่ากับว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่พรรคการเมืองขนาดกลางต้องจับมือกันไว้ให้แน่น กลายเป็นสถานการณ์ “น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า”เพราะความได้เปรียบที่สำคัญอย่างยิ่งยวดของพรรคการเมืองระดับนี้อยู่ในส่วนนี้นั่นเอง ถ้ารวมกันได้ 100 เสียงขึ้นไป จะกลายเป็นตัวแปรทางการเมืองทันที จับมือกับพรรคการเมืองไหนพรรคการเมืองนั้นได้เป็นรัฐบาล และถีบอีกฝั่งไปเป็นพรรคฝ่ายค้านแบบแค่เพียงกะพริบตา
การเป็นตัวแปรนี่เองได้นำมาซึ่งอำนาจเหนือพรรคใหญ่ในการต่อรองตำแหน่งทางการเมืองในอนาคต ตั้งแต่ตำแหน่งสูงสุดอย่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ไปจนถึงประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรเลยทีเดียว
ไม่ต่างอะไรกับการมีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่ เพราะพรรคชาติไทยพัฒนาประเมินแล้วว่าถ้าไม่จับมือกับพรรคภูมิใจไทย อำนาจต่อรองจะหดหายไปตามจำนวนเสียงที่ได้จากการเลือกตั้ง โดยชาติไทยพัฒนาคาดการณ์เอาไว้แค่สูงสุด 35 เสียง ซึ่งจะไม่ได้ชิ้นปลามันตามที่ต้องการแน่นอนถ้าตัวเองมีต้นทุนเพียงเท่านี้
เพราะฉะนั้น อย่าได้แปลกใจว่าทำไมพรรคชาติไทยพัฒนาถึงยังไม่เล่นตามเกมของพรรคเพื่อไทยในการลอยแพพรรคภูมิใจไทย ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่เต็มอกว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” กำลังทำแต้มต่อเหนือคู่แข่งในเวลานี้







