
พรรคเล็กบ้อจี๊ สู้ตามมีตามเกิด
ปมปัญหาที่เกิดขึ้นคือการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร บวกกับอุปสรรคที่พรรคการเมืองขนาดเล็กต้องเผชิญเหมือนกันคือ “เงินทุน” ที่มากพอจะโฆษณาหาเสียงไปทั่วประเทศได้อย่างสะดวกสบาย....
ปมปัญหาที่เกิดขึ้นคือการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร บวกกับอุปสรรคที่พรรคการเมืองขนาดเล็กต้องเผชิญเหมือนกันคือ “เงินทุน” ที่มากพอจะโฆษณาหาเสียงไปทั่วประเทศได้อย่างสะดวกสบาย....
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ท่ามกลางการช่วงชิงจำนวนเก้าอี้ สส. ในรัฐสภาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล บนเส้นทางข้อมูลข่าวสารที่ถูก 2 พรรคการเมืองใหญ่อย่างประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย ช่วงชิงพื้นที่สื่อไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งพรรคการเมืองที่ถูกจัดตั้งขึ้นในเวลานี้มีถึง 57 พรรคด้วยกัน แต่กลับไม่เป็นที่รับรู้ในสายตาของประชาชนว่าพรรคการเมืองที่เหลืออยู่ที่ไหน และมุ่งเน้นทำอะไร
ปมปัญหาที่เกิดขึ้นคือการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร บวกกับอุปสรรคที่พรรคการเมืองขนาดเล็กต้องเผชิญเหมือนกันคือ “เงินทุน” ที่มากพอจะโฆษณาหาเสียงไปทั่วประเทศได้อย่างสะดวกสบาย จนกลายเป็นกำแพงที่แต่ละพรรคจะต้องคิดหาวิธีการเพื่อก้าวข้ามไปให้ได้ จึงต้องใช้ความพยายามเป็น 10 เท่าของพรรคการเมืองใหญ่ที่ครอบครองพื้นที่สื่อ
พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย เป็นพรรคการเมืองหนึ่งที่ส่งผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ 30 คน และระบบแบ่งเขต จำนวน 40 คน ลงสู้ศึกการเลือกตั้งปี 2554 นำทัพโดย โชติ บุญจริง เป็นหัวหน้าพรรค
“ไม่มีนายทุนคนไหนเอาเงินมาให้เรา เพราะเขาดูแล้วว่าพรรคเล็กไม่มีโอกาส เราก็สู้ตามมีตามเกิด ในการเลือกตั้งปี 2550 เราได้เสียงจากประชาชนถึง 1 แสนคะแนน ก็ถือว่าเป็นการตอบรับที่ดี ซึ่งครั้งนี้เรามีความพร้อมมาก เพราะมี กกต.ช่วยเงินสนับสนุน แต่ปัญหาอยู่ที่ชาวนาส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่ามีพรรคที่ตอบสนองชาวนาจริงๆ เกิดขึ้นมาแล้ว เจาะฐานเสียงชาวนาในพื้นที่ภาคกลางให้มากที่สุด” โชติ เล่าถึงภาระหนักที่พรรคเครือข่ายชาวนาจะต้องฝ่าฟันไปให้ได้
เขายังเปิดเผยว่า พรรคอยู่ได้ด้วยเงินทุนจากสมาชิกพรรคเป็นค่าบำรุง ปีละ 240 บาท และเงินบริจาคจากประชาชน 200-300 บาท และยังได้รับเงินช่วยเหลือจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีกจำนวน 1.2 ล้านบาท ซึ่งเงินที่ได้จาก กกต. จะต้องมาใช้จ่ายเป็นค่าทำป้ายหาเสียง จำนวน 2,000 ป้าย เพื่อกระจายไปทั่วประเทศและให้ลงไปถึงอำเภอเมืองต่างๆ ละ 4-5 ป้าย แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงว่า ไม่สามารถสู้กับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่ติดป้ายหาเสียงชนิดถี่ยิบ หากแต่ทำได้เพียงถนนหนึ่งเส้นห่าง 10 กิโลเมตร จะเห็นสักเพียง 1 ป้ายเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะก้ามข้ามกำแพงเงินทุนไปให้ได้ อยู่ที่การมีเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย ที่ต่อสู้เรื่องหนี้สินมาตลอดเป็นกำลังหลักในการกระจายข่าวสาร แบบบอกต่อ และคัดเลือกผู้สมัครที่พรรคจะส่งลงเลือกตั้งเป็นชาวไร่ชาวนาที่มีการคัดเลือกจากกลุ่มชาวนาเอง ซึ่งตั้งความหวังว่า จะได้เก้าอี้ สส.ในสภาจำนวน 2-3 คน เข้าแก้ปัญหาของชาวนาให้ตรงจุด
ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่า พรรคการเมืองขนาดเล็กถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อมุ่งหวัง จะได้เงินจากกองทุนสนับสนุนพรรคการเมืองของ กกต. อย่างเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากระเบียบของ กกต. บังคับว่าพรรคจะต้องมีสมาชิกและต้องได้คะแนนให้เข้าตามหลักเกณฑ์ จากนั้นจึงจะสนับสนุนได้ สิ่งสำคัญคือเมื่อมีผู้สมัครแล้ว จะต้องมีคนมาลงคะแนนให้ด้วย ซึ่งการให้คนมาลงคะแนนให้เป็นจำนวนมากก็เป็นเรื่องยากแล้ว
ขณะที่ วิชัย ศิรินคร หัวหน้าพรรคแทนคุณแผ่นดิน ส่งผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อจำนวน 32 คน ที่มีความรู้ความสามารถไม่แพ้พรรคการเมืองอื่น แม้ว่าจะได้รับเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจาก กกต.จำนวน 7 แสนบาท ก็ต้องนำมาใช้ในส่วนของการทำธุรการก่อน ซึ่งไม่เพียงพอไปให้ทำป้ายหาเสียงได้ ทำให้ผู้สมัครต้องใช้เงินของตัวเองในการหาเสียง
“พรรคการเมืองเล็กๆ ไม่ว่าจะต่อสู้อย่างไรก็เสียเปรียบพรรคใหญ่ในทุกด้าน ทั้งนี้เรื่องเงินทุน บุคลากร ซึ่งต่างกับพรรคใหญ่ที่ขยับตัวนิดเดียวก็เป็นข่าว แต่พรรคเล็กจะต้องยืนหยัดเพื่ออุดมการณ์ และต้องมีความตั้งใจมากถึงจะยืนมาถึงวันนี้ได้”
วิชัยบอกถึงพื้นที่ฐานเสียงของพรรคแทนคุณแผ่นดินอยู่ที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งได้จาก นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ อดีต สส. พรรคเพื่อแผ่นดิน ลงสมัครเป็นบัญชีรายชื่อเบอร์ 1 และกลุ่มแรงงาน ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง คือเป้าหมายหลัก เพราะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การลงทุน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนแรงงาน แต่ที่สำคัญกลุ่มที่มุ่งหวังจะคว้าใจให้ได้คือ ประชาชนที่อยู่ตรงกลางไม่เลือกข้างใด มีความรู้สึกเบื่อหน่ายการเมืองแบบเก่าๆ จึงเป็นโจทย์สำคัญที่จะต้องจูงใจคนกลุ่มนี้ให้ได้ เพราะมีอยู่ถึง 8 แสนคน ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นไม่เลือกใคร ซึ่งไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้องของระบอบประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม หวังว่าคะแนนที่ได้ถึง 2 แสนคะแนนจะเป็นความหวังให้มี สส.เข้าไปในสภาได้ นั่นคือจุดเปลี่ยนที่สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ยาก ซึ่งผู้สมัครแต่ละคนก็ต้องใช้เงินส่วนตัวในการหาเสียงเท่านั้น และผู้สมัครก็มีความรู้ความสามารถไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าพรรคใดเลย ขาดแต่เงินทุนในการหาเสียง ถือเป็นกลุ่มคนชั้นกลาง
ในส่วนของพรรคประชาธิปไตยใหม่ ที่ส่งผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อเพียง 6 คน มีหัวหน้าพรรคคือ สุรทิน พิจารณ์ เขาเล่าว่า เคยเป็นคนติดตาม อุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่าขณะนี้พรรคจะยังไม่มีป้ายหาเสียงไปติดตามข้างถนนก็ตาม แต่จะใช้วิธีให้ผู้สมัคร สส.เดินเข้าหาประชาชนตามบ้านเรือนแบบ “ตามองตา ใจประสานกัน” โดยคาดหวังว่าจะได้พื้นที่ภาคอีสาน เช่น จ.ร้อยเอ็ด จ.บุรีรัมย์
แม้จะเป็นอีกหนึ่งพรรคที่มีอุปสรรคเรื่องเงินทุนไม่ต่างจากพรรคอื่น แต่สุรทินกลับวิเคราะห์ว่า เขาจะได้เก้าอี้ สส.ในพื้นที่ จ.ยโสธร เนื่องจากไม่ใช่พื้นที่ของประชาธิปัตย์ และผู้สมัครของเพื่อไทยก็ยังอ่อนประสบการณ์เกินไป จึงถือได้ว่าเป็นพื้นที่คาดหวังมากที่สุด
ฉะนั้น ปมปัญหาที่ประชาชนไม่ได้รับรู้ว่ามีพรรคการเมืองมากถึง 57 พรรคในประเทศ และมีความเคลื่อนไหวอย่างไรทางการเมือง เกิดจากจำนวนของเงินทุนที่กลายเป็นกำแพงกั้น ทำให้แต่ละพรรคมุ่งหวังคะแนนในระบบ สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อให้ผู้สมัครเพียง 1-2 คน ได้มีพื้นที่เล็กๆ ในรัฐสภา ก็ถือว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว







