
ทางออก 'แอดมิดชัน'ทางรอดการศึกษาไทย
โอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทยที่จะก้าวขึ้นไปเป็นกำลังหลักของประเทศ
โอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทยที่จะก้าวขึ้นไปเป็นกำลังหลักของประเทศ
ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐที่ต้องจัดระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะเยาวชนที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจากระดับชั้นมัธยมศึกษาเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา ซึ่งปัจจุบันยังประสบปัญหาและเกิดข้อถกเถียงไม่รู้จบเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบการสอบคัดเลือก
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยต่างต้องการเห็นวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาดูแลเรื่องการสอบคัดเลือกในระบบกลาง หรือ “แอดมิชชัน” และระบบรับตรง รวมทั้งคาดหวังว่าพรรคการเมืองที่เสนอตัวเข้ามาเป็นรัฐบาลจะมีทางออกหรือทางรอดให้กับการศึกษาไทยอย่างไร
ที่ผ่านมาระบบแอดมิชชันประสบความสำเร็จในแง่ของการผ่อนคลายบรรยากาศการแข่งขันลง แต่กลับพบว่ามีการสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาคือ มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้นักศึกษาไม่ตรงตามคุณสมบัติที่ต้องการ มีการลาออกกลางคันหรือ “รีไทร์” เป็นจำนวนมาก ขณะที่การสอบตรง แม้จะทำให้มหาวิทยาลัยได้นักศึกษาที่มีคุณสมบัติตรงตามต้องการ แต่ก็ก่อให้เกิดปัญหาการวิ่งรอกสอบ ใครมีทุนทรัพย์สูงก็สามารถตระเวนสอบได้มาก ก่อให้เกิดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทยอีกเช่นกัน
ภาวิช ทองโรจน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุว่า นโยบายเรื่องแอดมิชชัน มีหลายเรื่องที่ต้องตั้งหลักใหม่ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาในแง่ที่ว่า อำนาจในการรับนักศึกษานั้น เป็นสิ่งที่ขึ้นกับมหาวิทยาลัยโดยตรง ขณะที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งยังมีนโยบายเรื่องนี้แบบต่างคนต่างทำ จึงขาดการทำความเข้าใจถึงปัญหานี้ร่วมกันอย่างจริงจัง
“เรื่องของโอกาสและความเท่าเทียมกันของนักศึกษาเป็นผลสืบเนื่องกับเรื่องแอดมิชชันโดยตรง พรรคเพื่อไทยจะใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก โดยจะเชิญแต่ละมหาวิทยาลัยมาพูดคุยกันว่า หากระบบที่เป็นอยู่ทำให้เกิดความเดือดร้อนก็ต้องหาทางออกที่ดีกว่า หากหาข้อยุติไม่ได้ก็ต้องใช้มาตรการที่หนักขึ้นคือ ใช้มติคณะรัฐมนตรีออกกฎหมายบังคับ อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่ทำงานกับ กกอ. คิดว่าอาจยังไม่ต้องถึงขั้นนั้น” ภาวิช กล่าว
ภาวิช ระบุอีกว่า ระบบรับกลางในการคัดเลือกนักศึกษาที่เคยใช้ในอดีตอย่างระบบ “เอนทรานซ์” เมื่อเปรียบเทียบกับแอดมิชชันที่ใช้ในปัจจุบัน ไม่ได้แตกต่างกันนัก
“มหาวิทยาลัยจำเป็นที่จะต้องเสียสละ ผมจะต้องพูดกับแต่ละแห่งอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องนี้ ซึ่งการเสียสละหมายถึงการเปิดรับตรงมากกว่านี้ ผมทราบเหตุผลดีว่าการรับตรงนั้นเป็นรายได้อีกส่วนหนึ่ง ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยเล็กๆ บางแห่ง เปิดรับตรงปีละประมาณ 2-3 หมื่นคน แต่ละคนที่มาสมัครต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างน้อยก็หลักพันบาท รวมกันเป็นจำนวนเงินที่สูง ขณะที่ในบางประเทศ เช่น อังกฤษ จะเสียค่าใช้จ่ายน้อยมาก ผู้สอบไม่ต้องเดินทางไปสอบก็เข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ ฉะนั้นถ้าเขาทำได้เราก็ต้องทำได้ หรือกระทั่งแนวคิดในการตั้งจุดรับสมัครครบวงจรหรือวันสต๊อปเซอร์วิส” ที่ปรึกษาด้านโยบายการศึกษา พท. กล่าว
กนก วงษ์ตระหง่าน ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งดูแลนโยบายด้านการศึกษา กล่าวเช่นกันว่า การแก้ไขปัญหาแอดมิชชันเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องคำนึงถึงโอกาสและความเท่าเทียมของนักเรียน รวมถึงการลดภาระผู้ปกครอง ขณะที่การคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาต้องไม่มีข้อครหาเรื่องความลำเอียง และต้องมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน โดยที่ผ่านมาระบบนี้เป็นที่มั่นใจได้จากทุกฝ่าย
“วันนี้สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่คือ เรื่องการเปิดรับตรงเยอะเกินไป นักเรียนก็กลัวที่จะหลุด เลยต้องวิ่งไปสอบตามที่ต่างๆ ใครมีฐานะดีก็จะยิ่งมีโอกาสมาก ความไม่เท่าเทียมก็เกิดขึ้น โดยปัญหาที่ว่านี้เกิดขึ้นจากการที่มหาวิทยาลัยไม่เชื่อมั่นในมาตรฐานของสัดส่วนคะแนนที่ใช้สำหรับการคัดเลือกในระบบแอดมิชชัน ก็เลยต้องเลี่ยงด้วยการเปิดรับตรงเอง ที่สำคัญคือจำนวนมหาวิทยาลัยที่เพิ่มขึ้น การรับตรงก็มีมากขึ้นเช่นกัน ทำให้ไม่มีศักยภาพในการแข่งขัน หากเข้าไปจัดการกับปัญหานี้ได้ก็จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำลงได้” เขากล่าว
กนก อธิบายถึงต้นตอของปัญหาว่า ปัญหาเรื่องแอดมิชชันมีความเชื่อมโยงกับปัญหาอื่นๆ หากมีการปฏิรูปการศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้ความสามารถของตัวเองอย่างเต็มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยทุกแห่งยกระดับศักยภาพของตัวเองในการมีส่วนร่วมกับอัตลักษณ์ของท้องถิ่นให้มากขึ้น
กนก กล่าวว่า สิ่งที่ละทิ้งไม่ได้คือ เจตนารมณ์เดิมของการศึกษาที่ต้องสร้างความเท่าเทียมกัน หากต้องปรับระบบการคัดเลือกนักศึกษาใหม่ ก็ต้องใช้เวลาในการเตรียมการและทำความเข้าใจล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
“ถ้าจะเปลี่ยนระบบแอดมิชชัน ต้องประกาศล่วงหน้า 3 ปี เพื่อให้นักเรียนและผู้ปกครองทุกคนเตรียมตัวและรับทราบล่วงหน้า แอดมิชชันมีข้อดีเรื่องความเสมอภาค แต่ทำอย่างไรให้มหาวิทยาลัย เชื่อมั่นและได้นักศึกษาตรงกับที่ต้องการ หัวใจหลักของปัญหาอยู่ตรงนี้ ที่ผ่านมาเราเดินมาถูกทางแล้ว แต่หากมีสิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนโดยไม่สูญเสียข้อดีที่มีอยู่เดิม” กนก กล่าว
ขณะที่ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า แอดมิชชันเป็นเครื่องมือที่ดีสุดในการแก้ปัญหาระยะยาว และเป็นแนวทางที่ ทปอ.มีฉันทามติร่วมกันและสภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งให้การยอมรับ
ประสาท กล่าวว่า นักวิชาการหรือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งระดับผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาย่อมทราบดีถึงข้อจำกัดที่แต่ละมหาวิทยาลัยดำเนินการอยู่ ขณะที่นโยบายของรัฐจะมีบทบาทส่งเสริมความคล่องตัว โดยการทำหน้าที่เป็นเคลียริงเฮาส์หรือศูนย์ประสานงานการรับนักศึกษา แต่เรื่องวิธีการเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่มีอิสระในการจัดการ หากจะมีการออกกฎหมายมาบังคับก็ทำได้ แต่น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกันในระยะยาว และต้องใช้เวลาในการศึกษาเปรียบเทียบ
“สิ่งที่ต้องแก้ไขควบคู่กันไปคือ เรื่องค่านิยมในการเรียนระดับอุดมศึกษา รวมถึงแผนการสร้างกำลังคนที่ยังไม่มีความชัดเจนจากรัฐ ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลง” ประธาน ทปอ. กล่าว







