posttoday
ซุกหุ้นทักษิณ หลอน'ยิ่งลักษณ์'

ซุกหุ้นทักษิณ หลอน'ยิ่งลักษณ์'

06 มิถุนายน 2554

ไม่มีใครคิดว่า ทฤษฎีผลไม้พิษ จะถูกย้อนนำกลับมาใช้กับพรรคเพื่อไทย!! เมื่อ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์

ไม่มีใครคิดว่า ทฤษฎีผลไม้พิษ จะถูกย้อนนำกลับมาใช้กับพรรคเพื่อไทย!! เมื่อ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ไม่มีใครคิดว่า ทฤษฎีผลไม้พิษ จะถูกย้อนนำกลับมาใช้กับพรรคเพื่อไทย!! เมื่อ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี พร้อมเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน กำลังผลักดันการล่ารายชื่อจากประชาชน ตรวจสอบความผิดของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย ในคดีให้การเท็จต่อศาล

เริ่มจากการยื่นหนังสือกับดีเอสไอเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ก่อนจะขยายไปยังเครือข่ายหลายภาคส่วน วันที่ 18 มิ.ย.

เรียกว่าเป็นการกระตุ้น “หน่วยความจำ” ของสังคมให้หันมาตรวจสอบนักการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ใช่ปล่อยไปตามกระแสที่ปั่นไปปั่นมา

งานนี้มีการพุ่งเป้าไปกรณีที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ร่ำรวยผิดปกติเมื่อปี 2553 และถูกยึดทรัพย์จากการขายหุ้นชินคอร์ป จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท

มีการอ้างถึงคำให้การเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2552 ของยิ่งลักษณ์ ที่ยืนยันว่าหุ้นชินคอร์ปจำนวน 2 ล้านหุ้น เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง เพราะได้ซื้อมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไม่สมควรที่จะอยู่ในข่ายถูกอายัดทรัพย์ไปด้วย

ซุกหุ้นทักษิณ หลอน'ยิ่งลักษณ์'

“ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเล่นการเมือง เคยบอกว่าจะขายหุ้นชินคอร์ปทั้งหมดให้กับ พานทองแท้ พยานจึงขอซื้อหุ้นจำนวน 2 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดเก็บไว้เป็นของตัวเอง แต่เนื่องจากยังไม่มีเงินมากนัก จึงขอทำเป็นหนังสือสัญญาจ่ายเงินเมื่อทวงถามแบบไม่มีดอกเบี้ย” ยิ่งลักษณ์ ระบุในคำให้การ

ต่อมาศาลฎีกาฯ มีคำตัดสินเป็นที่ยุติ เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2553 ว่า

“ระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2544 นั้น หุ้นบริษัท ชินคอร์ป ซึ่งรับสัญญาโทรคมนาคมกับรัฐกว่า 49% ยังคงเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ และภริยา อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วยังคงถือไว้ซึ่งสัญญาสัมปทาน

ส่วนคำคัดค้านของยิ่งลักษณ์ และพวก ว่า หุ้นชินคอร์ปจำนวนดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของตน เพราะได้ซื้อมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ศาลฟังว่าเป็นความเท็จ เป็นการสมทบให้ใช้ชื่อถือแทนเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย”

แน่นอนว่าการออกมาของกลุ่มของ นพ.ตุลย์ ที่เคยเงียบหายไปนาน คงไม่ใช่เรื่องที่ไร้เบื้องหลังทางการเมือง

หนึ่งในผู้มีบทบาทสนับสนุนกลุ่มนี้อย่างเปิดเผยคือ แก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการและอดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)

โดยแก้วสรรเป็นผู้ประมวลข้อมูลความไม่ชอบมาพากลทั้งหมดให้กับการรณรงค์ครั้งนี้

กลยุทธ์ที่กลุ่มของ นพ.ตุลย์ และแก้วสรรจะกระตุกก็คือสังคมจะยอมให้ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งมาลบล้างความผิดของยิ่งลักษณ์ และ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ ถ้ายอมรับเท่ากับทำลายความเสมอภาคทางกฎหมายโดยใช้กฎหมู่

ในมุมมองของแก้วสรร เห็นว่า ทฤษฎีต้นไม้พิษและผลไม้พิษที่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชอบนำมากล่าวถึงนั้น เป็นสาธกทางกฎหมายที่จำมาจากฝรั่ง

เป็นกรณีที่ฝรั่งใช้อ้างอิงในกระบวนการดำเนินคดีใดที่เป็นไปโดยมิชอบ เช่น เอาหลักฐานจากการลักลอบดักฟังโทรศัพท์จำเลยมาลงโทษจำเลย ซึ่งศาลทั่วไปในสากลก็จะชี้ว่าทำไม่ได้ และผลผลิตที่ได้คือคำพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ก็จะต้องถูกปฏิเสธตามไปด้วย

แก้วสรรมั่นใจว่า สภาพความ “ไม่ชอบ”ด้วยกระบวนการเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับกรณีของ คตส. เพราะ คตส.ดำเนินการโดยกฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเข้าสู่กระบวนการศาลปกติทุกอย่าง

งานนี้ไม่เพียงแต่ยิ่งลักษณ์จะต้องเจอมรสุมลูกใหญ่จากคำให้การศาลที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ยังอาจมีคดีที่อุกฉกรรจ์ไม่แพ้กัน

นั่นคือการรายงานเท็จต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ระบุว่าตระกูลชินวัตร “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” กับบริษัท วินมาร์ค ที่เข้ามาถือหุ้นในบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ในช่วงที่ยิ่งลักษณ์เป็นประธานกรรมการบริหารรวม 2 ครั้งในปี 2549

แต่จากคำให้การต่อศาลฎีกาฯ ของ วรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในคดียึดทรัพย์เป็นตัวล็อกให้เห็นว่ามีการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่แท้จริงของบริษัท

โดยเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2552 วรัชญาให้การต่อศาลฯ ว่า ก.ล.ต.ตรวจสอบพบว่า บริษัท วินมาร์ค ที่เข้ามาซื้อหุ้นบริษัท เอสซีแอสเสท จาก พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อปี 2543 เป็นบริษัทของพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานเอง

หมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ให้วินมาร์คถือหุ้นแทนตัวเองเพื่อมาเล่นการเมือง!!!

โดย ก.ล.ต. พบว่าเงินชำระค่าหุ้นดังกล่าวเป็นเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน 300 ล้านบาท กระจายจากบัญชี 3 ธนาคารในประเทศสิงคโปร์

ส่วนอีก 1,200 ล้านบาท เป็นเงินโอนจากทรัสต์แห่งหนึ่งบนเกาะฮ่องกง

ก.ล.ต.จึงได้แกะรอยเส้นทางธุรกรรมลึกลงไปอีก โดยขอความร่วมมือเป็นเอกสารกับ 4 ธนาคารในสิงคโปร์และหน่วยงานด้านกำกับหลักทรัพย์ในฮ่องกง พบหลักฐานสำคัญของบริษัทวินมาร์ค

กล่าวคือ บริษัท วินมาร์ค ถือหุ้น 100% โดย บริษัทบลูไดมอนด์

บริษัท บลูไดมอนด์ มีผู้ถือหุ้นอีกชั้นหนึ่งที่ชื่อ แมทธีสัน ทรัสต์ (Matheson Trust) ในฮ่องกง

จุดไคลแมกซ์ของเรื่องนี้ก็คือ ก.ล.ต.ไปตรวจสอบพบว่า...

ในเอกสารลับของแมทธีสัน ทรัสต์ ยืนยันว่าได้บริหารจัดการและถือหุ้นเพื่อประโยชน์ของ “ซิเนตร้า ทรัสต์”(Sinatra Trust) ซึ่งมีผู้รับประโยชน์ 5 คน คือ สองสามีภรรยาและบุตร 3 คน

ผลประโยชน์ที่ได้จากการบริหารจัดการหุ้นวินมาร์คทั้งหมดต้องนำส่งเข้าบัญชีของ “พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน”

ขณะเดียวกันยังมี “กองทุนลึกลับ” ที่ชื่อ Overseas Growth Fund หรือโอจีเอฟ และ Offshore Dynamic Fund Inc. หรือโอดีเอฟ เข้ามาถือหุ้นในบริษัท เอสซี แอสเสท แทนบริษัทวินมาร์ค เมื่อปี 2546

ภายหลัง ก.ล.ต.ก็ตรวจพบว่า 2 กองทุนที่เข้ามาใหม่นี้ ก็ถือหุ้นโดย Value Assets Funds หรือวีเอเอฟ ซึ่งอำพรางการถือหุ้นไว้โดยบริษัท วินมาร์ค อีกชั้นหนึ่ง

ปัญหาก็คือ ยิ่งลักษณ์เคยทำหนังสือยืนยันไปถึง ก.ล.ต. 2 ครั้ง

ครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2549 ยิ่งลักษณ์มีหนังสือที่ 017/2549 ถึง ก.ล.ต. ระบุว่า กองทุนโอจีเอฟและโอดีเอฟ เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นในประเทศมาเลเซีย และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับครอบครัวชินวัตร

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2549 ยิ่งลักษณ์มีหนังสือที่ 053/2549 ถึง ก.ล.ต.อีกครั้งเพื่อชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมระบุว่า บริษัท วินมาร์ค จดทะเบียนจัดตั้งที่เกาะบริติชเวอร์จิน มีที่ตั้งคือ P.O. BOX 3151 Road Town Tortola เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นในทะเบียนบริษัท เอสซี แอสเสทคอร์ปอเรชั่น เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2543 ถือหุ้นรวมจำนวน55 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท คิดเป็นการถือหุ้น 25.04% ต่อมาวันที่ 26 พ.ย. 2545 บริษัท วินมาร์ค ได้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 61 ล้านหุ้น คิดเป็นการถือหุ้น 32.99% และได้พ้นจากการเป็นผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2546 โดยการโอนหุ้นให้กับ Value Assets Funds นิติบุคคลสัญชาติมาเลเซีย

พร้อมยืนยันว่าไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับครอบครัวชินวัตร!!!

การตรวจสอบของ ก.ล.ต.มีหลักฐานหนักแน่นจากการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในฮ่องกงและสิงคโปร์ นำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดี โดย ก.ล.ต.ทำเรื่องถึงนายกรัฐมนตรี ในหนังสือเลขที่ 536/2550 ลงวันที่ 12 มี.ค. 2550 เพื่อส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ พิจารณาในข้อหาปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่แท้จริงของบริษัท เอสซี แอสเสท

แต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รัฐบาลพรรคพลังประชาชนเข้ามาเป็นรัฐบาล โดยมี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีการสั่งปลด สุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีดีเอสไอในขณะนั้น แล้วแต่งตั้ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน

ปรากฏว่าไม่นานนักดีเอสไอเห็นชอบร่วมกับอัยการในคำสั่ง “ไม่ฟ้อง” คดีนี้เมื่อเดือน ต.ค. 2551

ขณะที่ ก.ล.ต.ได้ส่งหนังสือ “ลับ” จากฝ่ายตรวจสอบตลาดทุน ที่ 1812/2551 คัดค้านการกระทำของดีเอสไอและอัยการ ว่า เป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามหลักการของกฎหมาย

ล่าสุด คดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นถูกรื้อฟื้นอีกครั้งในมือของดีเอสไอยุคของ ธาริต เพ็งดิษฐ์ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมถูกกดดันอย่างหนักจากช่วงรอยต่อทางการเมือง

แน่นอนว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งคดีนี้ก็คงไม่มีภาค 3 แต่ยิ่งลักษณ์ก็อาจบอบช้ำทางการเมือง

คดีวินมาร์คจึงเป็น “ก้างตำคอ” ยิ่งลักษณ์ ไม่ให้เส้นทางสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีสะดวกโยธิน

ในทางตรงข้าม ฝ่ายพรรคการเมืองก็เพิ่งเห็นอานุภาพของบรรดาพนักงาน ก.ล.ต.หลายร้อยคน ที่แต่งชุดดำไล่ผู้บริหารไร้ธรรมาภิบาลเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2554 แล้วว่ารุนแรงขนาดไหน

...งานนี้ใครมาก็หลอน

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท