
ซุกหุ้นทักษิณ หลอน'ยิ่งลักษณ์'
ไม่มีใครคิดว่า ทฤษฎีผลไม้พิษ จะถูกย้อนนำกลับมาใช้กับพรรคเพื่อไทย!! เมื่อ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์
ไม่มีใครคิดว่า ทฤษฎีผลไม้พิษ จะถูกย้อนนำกลับมาใช้กับพรรคเพื่อไทย!! เมื่อ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ไม่มีใครคิดว่า ทฤษฎีผลไม้พิษ จะถูกย้อนนำกลับมาใช้กับพรรคเพื่อไทย!! เมื่อ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี พร้อมเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน กำลังผลักดันการล่ารายชื่อจากประชาชน ตรวจสอบความผิดของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย ในคดีให้การเท็จต่อศาล
เริ่มจากการยื่นหนังสือกับดีเอสไอเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ก่อนจะขยายไปยังเครือข่ายหลายภาคส่วน วันที่ 18 มิ.ย.
เรียกว่าเป็นการกระตุ้น “หน่วยความจำ” ของสังคมให้หันมาตรวจสอบนักการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ใช่ปล่อยไปตามกระแสที่ปั่นไปปั่นมา
งานนี้มีการพุ่งเป้าไปกรณีที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ร่ำรวยผิดปกติเมื่อปี 2553 และถูกยึดทรัพย์จากการขายหุ้นชินคอร์ป จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท
มีการอ้างถึงคำให้การเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2552 ของยิ่งลักษณ์ ที่ยืนยันว่าหุ้นชินคอร์ปจำนวน 2 ล้านหุ้น เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง เพราะได้ซื้อมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไม่สมควรที่จะอยู่ในข่ายถูกอายัดทรัพย์ไปด้วย
“ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเล่นการเมือง เคยบอกว่าจะขายหุ้นชินคอร์ปทั้งหมดให้กับ พานทองแท้ พยานจึงขอซื้อหุ้นจำนวน 2 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดเก็บไว้เป็นของตัวเอง แต่เนื่องจากยังไม่มีเงินมากนัก จึงขอทำเป็นหนังสือสัญญาจ่ายเงินเมื่อทวงถามแบบไม่มีดอกเบี้ย” ยิ่งลักษณ์ ระบุในคำให้การ
ต่อมาศาลฎีกาฯ มีคำตัดสินเป็นที่ยุติ เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2553 ว่า
“ระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2544 นั้น หุ้นบริษัท ชินคอร์ป ซึ่งรับสัญญาโทรคมนาคมกับรัฐกว่า 49% ยังคงเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ และภริยา อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วยังคงถือไว้ซึ่งสัญญาสัมปทาน
ส่วนคำคัดค้านของยิ่งลักษณ์ และพวก ว่า หุ้นชินคอร์ปจำนวนดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของตน เพราะได้ซื้อมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ศาลฟังว่าเป็นความเท็จ เป็นการสมทบให้ใช้ชื่อถือแทนเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย”
แน่นอนว่าการออกมาของกลุ่มของ นพ.ตุลย์ ที่เคยเงียบหายไปนาน คงไม่ใช่เรื่องที่ไร้เบื้องหลังทางการเมือง
หนึ่งในผู้มีบทบาทสนับสนุนกลุ่มนี้อย่างเปิดเผยคือ แก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการและอดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)
โดยแก้วสรรเป็นผู้ประมวลข้อมูลความไม่ชอบมาพากลทั้งหมดให้กับการรณรงค์ครั้งนี้
กลยุทธ์ที่กลุ่มของ นพ.ตุลย์ และแก้วสรรจะกระตุกก็คือสังคมจะยอมให้ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งมาลบล้างความผิดของยิ่งลักษณ์ และ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ ถ้ายอมรับเท่ากับทำลายความเสมอภาคทางกฎหมายโดยใช้กฎหมู่
ในมุมมองของแก้วสรร เห็นว่า ทฤษฎีต้นไม้พิษและผลไม้พิษที่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชอบนำมากล่าวถึงนั้น เป็นสาธกทางกฎหมายที่จำมาจากฝรั่ง
เป็นกรณีที่ฝรั่งใช้อ้างอิงในกระบวนการดำเนินคดีใดที่เป็นไปโดยมิชอบ เช่น เอาหลักฐานจากการลักลอบดักฟังโทรศัพท์จำเลยมาลงโทษจำเลย ซึ่งศาลทั่วไปในสากลก็จะชี้ว่าทำไม่ได้ และผลผลิตที่ได้คือคำพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ก็จะต้องถูกปฏิเสธตามไปด้วย
แก้วสรรมั่นใจว่า สภาพความ “ไม่ชอบ”ด้วยกระบวนการเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับกรณีของ คตส. เพราะ คตส.ดำเนินการโดยกฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเข้าสู่กระบวนการศาลปกติทุกอย่าง
งานนี้ไม่เพียงแต่ยิ่งลักษณ์จะต้องเจอมรสุมลูกใหญ่จากคำให้การศาลที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ยังอาจมีคดีที่อุกฉกรรจ์ไม่แพ้กัน
นั่นคือการรายงานเท็จต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ระบุว่าตระกูลชินวัตร “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” กับบริษัท วินมาร์ค ที่เข้ามาถือหุ้นในบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ในช่วงที่ยิ่งลักษณ์เป็นประธานกรรมการบริหารรวม 2 ครั้งในปี 2549
แต่จากคำให้การต่อศาลฎีกาฯ ของ วรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในคดียึดทรัพย์เป็นตัวล็อกให้เห็นว่ามีการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่แท้จริงของบริษัท
โดยเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2552 วรัชญาให้การต่อศาลฯ ว่า ก.ล.ต.ตรวจสอบพบว่า บริษัท วินมาร์ค ที่เข้ามาซื้อหุ้นบริษัท เอสซีแอสเสท จาก พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อปี 2543 เป็นบริษัทของพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานเอง
หมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ให้วินมาร์คถือหุ้นแทนตัวเองเพื่อมาเล่นการเมือง!!!
โดย ก.ล.ต. พบว่าเงินชำระค่าหุ้นดังกล่าวเป็นเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน 300 ล้านบาท กระจายจากบัญชี 3 ธนาคารในประเทศสิงคโปร์
ส่วนอีก 1,200 ล้านบาท เป็นเงินโอนจากทรัสต์แห่งหนึ่งบนเกาะฮ่องกง
ก.ล.ต.จึงได้แกะรอยเส้นทางธุรกรรมลึกลงไปอีก โดยขอความร่วมมือเป็นเอกสารกับ 4 ธนาคารในสิงคโปร์และหน่วยงานด้านกำกับหลักทรัพย์ในฮ่องกง พบหลักฐานสำคัญของบริษัทวินมาร์ค
กล่าวคือ บริษัท วินมาร์ค ถือหุ้น 100% โดย บริษัทบลูไดมอนด์
บริษัท บลูไดมอนด์ มีผู้ถือหุ้นอีกชั้นหนึ่งที่ชื่อ แมทธีสัน ทรัสต์ (Matheson Trust) ในฮ่องกง
จุดไคลแมกซ์ของเรื่องนี้ก็คือ ก.ล.ต.ไปตรวจสอบพบว่า...
ในเอกสารลับของแมทธีสัน ทรัสต์ ยืนยันว่าได้บริหารจัดการและถือหุ้นเพื่อประโยชน์ของ “ซิเนตร้า ทรัสต์”(Sinatra Trust) ซึ่งมีผู้รับประโยชน์ 5 คน คือ สองสามีภรรยาและบุตร 3 คน
ผลประโยชน์ที่ได้จากการบริหารจัดการหุ้นวินมาร์คทั้งหมดต้องนำส่งเข้าบัญชีของ “พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน”
ขณะเดียวกันยังมี “กองทุนลึกลับ” ที่ชื่อ Overseas Growth Fund หรือโอจีเอฟ และ Offshore Dynamic Fund Inc. หรือโอดีเอฟ เข้ามาถือหุ้นในบริษัท เอสซี แอสเสท แทนบริษัทวินมาร์ค เมื่อปี 2546
ภายหลัง ก.ล.ต.ก็ตรวจพบว่า 2 กองทุนที่เข้ามาใหม่นี้ ก็ถือหุ้นโดย Value Assets Funds หรือวีเอเอฟ ซึ่งอำพรางการถือหุ้นไว้โดยบริษัท วินมาร์ค อีกชั้นหนึ่ง
ปัญหาก็คือ ยิ่งลักษณ์เคยทำหนังสือยืนยันไปถึง ก.ล.ต. 2 ครั้ง
ครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2549 ยิ่งลักษณ์มีหนังสือที่ 017/2549 ถึง ก.ล.ต. ระบุว่า กองทุนโอจีเอฟและโอดีเอฟ เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นในประเทศมาเลเซีย และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับครอบครัวชินวัตร
ต่อมาเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2549 ยิ่งลักษณ์มีหนังสือที่ 053/2549 ถึง ก.ล.ต.อีกครั้งเพื่อชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมระบุว่า บริษัท วินมาร์ค จดทะเบียนจัดตั้งที่เกาะบริติชเวอร์จิน มีที่ตั้งคือ P.O. BOX 3151 Road Town Tortola เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นในทะเบียนบริษัท เอสซี แอสเสทคอร์ปอเรชั่น เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2543 ถือหุ้นรวมจำนวน55 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท คิดเป็นการถือหุ้น 25.04% ต่อมาวันที่ 26 พ.ย. 2545 บริษัท วินมาร์ค ได้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 61 ล้านหุ้น คิดเป็นการถือหุ้น 32.99% และได้พ้นจากการเป็นผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2546 โดยการโอนหุ้นให้กับ Value Assets Funds นิติบุคคลสัญชาติมาเลเซีย
พร้อมยืนยันว่าไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับครอบครัวชินวัตร!!!
การตรวจสอบของ ก.ล.ต.มีหลักฐานหนักแน่นจากการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในฮ่องกงและสิงคโปร์ นำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดี โดย ก.ล.ต.ทำเรื่องถึงนายกรัฐมนตรี ในหนังสือเลขที่ 536/2550 ลงวันที่ 12 มี.ค. 2550 เพื่อส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ พิจารณาในข้อหาปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่แท้จริงของบริษัท เอสซี แอสเสท
แต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รัฐบาลพรรคพลังประชาชนเข้ามาเป็นรัฐบาล โดยมี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีการสั่งปลด สุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีดีเอสไอในขณะนั้น แล้วแต่งตั้ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน
ปรากฏว่าไม่นานนักดีเอสไอเห็นชอบร่วมกับอัยการในคำสั่ง “ไม่ฟ้อง” คดีนี้เมื่อเดือน ต.ค. 2551
ขณะที่ ก.ล.ต.ได้ส่งหนังสือ “ลับ” จากฝ่ายตรวจสอบตลาดทุน ที่ 1812/2551 คัดค้านการกระทำของดีเอสไอและอัยการ ว่า เป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามหลักการของกฎหมาย
ล่าสุด คดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นถูกรื้อฟื้นอีกครั้งในมือของดีเอสไอยุคของ ธาริต เพ็งดิษฐ์ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมถูกกดดันอย่างหนักจากช่วงรอยต่อทางการเมือง
แน่นอนว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งคดีนี้ก็คงไม่มีภาค 3 แต่ยิ่งลักษณ์ก็อาจบอบช้ำทางการเมือง
คดีวินมาร์คจึงเป็น “ก้างตำคอ” ยิ่งลักษณ์ ไม่ให้เส้นทางสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีสะดวกโยธิน
ในทางตรงข้าม ฝ่ายพรรคการเมืองก็เพิ่งเห็นอานุภาพของบรรดาพนักงาน ก.ล.ต.หลายร้อยคน ที่แต่งชุดดำไล่ผู้บริหารไร้ธรรมาภิบาลเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2554 แล้วว่ารุนแรงขนาดไหน
...งานนี้ใครมาก็หลอน







