
เพื่อนรักหักเหลี่ยมนายกปรองดอง พท.แค้นฝั่งหุ่นงดสังฆกรรมภูมิใจไทย
บรรยากาศการหาเสียงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เหล่าบรรดาแกนนำพรรคการเมืองต่างๆ
บรรยากาศการหาเสียงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เหล่าบรรดาแกนนำพรรคการเมืองต่างๆ
ออกเดินสายเรียกคะแนนให้ต้นสังกัด หวังจะได้กลับมานั่งเก้าอี้รัฐบาลสมัยหน้า
เรื่องร้อนแรงเมื่อเกิดกระแสข่าว พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา คิดตั้งตนเป็นนายกรัฐมนตรีปรองดองแข่งกับพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้แม่บ้านพรรคอย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกอาการฟาดงวงฟาดงา รีบพูดดักคอยืนยันเรื่องดังกล่าวไม่มีทางเป็นไปได้ อีกทั้งการันตีว่านายกฯ คนต่อไปต้องเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนเดียวเท่านั้น
พล.ต.สนั่น ได้ยินเพื่อนบอกเช่นนี้ ทำได้แค่เพียงตำหนิเสียงแข็งว่า “ด่าแล้วจะให้ผมไปร่วม ให้ท่านสุเทพพูดนุ่มนวลหน่อย เราก็เพื่อนฝูงกัน อย่าหยามน้ำใจกันมากนัก แถมทิ้งท้ายชัดเจนไม่ได้มาแข่งเป็นนายกรัฐมนตรีกับใครเขา แต่อยากเป็นนายก ปรองดอง ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี เพราะนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก 2 พรรคใหญ่ที่เขาจะดำเนินการกัน”
นายสุเทพ รีบกล่าวขอโทษขอโพย ยืนยันไม่มีเจตนาที่จะทำให้กระทบกระเทือนจิตใจ แต่การที่ให้สัมภาษณ์เช่นนั้น เป็นเพราะไม่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะมีคะแนนเสียงมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดตั้งรัฐบาล
นอกจากเรื่องชิงดีชิงเด่นการเป็นนายกฯ ยังมีสงครามจิตวิทยาระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยที่เคยร่วมสายเลือดกันมา
ประกอบกับก่อนหน้านี้ แกนนำพรรคภูมิใจไทย นายเนวิน ชิดชอบ ออกมาทำนายทายทักพรรคประชาธิปัตย์จะชวดนั่งตำแหน่งผู้นำรัฐบาล เลยเปลี่ยนท่าทีคิดหวนกลับร่วมซบชายคาเดิม
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย รีบออกแถลงการณ์ดักทาง พร้อมยืนยันว่าคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยได้ประชุมปรึกษาหารือแล้วว่าพรรคเพื่อไทยมีอุดมการณ์และวิธีการทำงานแตกต่างจากพรรคภูมิใจไทย
ดังนั้น จึงมีจุดยืนที่จะไม่ร่วมทำงานทางการเมืองและร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยภายหลังการเลือกตั้งในครั้งนี้
ขณะที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกแถลงการณ์ตอบโต้ ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยก็ไม่คิดร่วมงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย เนื่องจากอุดมการณ์แตกต่างกัน อีกทั้งการแยกตัวออกมาตั้งพรรคการเมืองเองเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ก็เป็นการแสดงให้เห็นชัดว่าไม่คิดร่วมงานการเมืองด้วยแน่นอน
ด้านนายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา วิเคราะห์ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นบรรยากาศของการเลือกตั้งมากกว่า ยังไม่มองเป็นเรื่องอื่นๆ ขณะที่คะแนนเสียงสูสีกันทุกฝ่ายต่างพยายามออกนโยบายตัดคะแนนเสียงซึ่งกันและกัน ดังนั้นพรรคชาติไทยพัฒนาถือว่าเป็นแค่บรรยากาศของการเลือกตั้งเพื่อแย่งชิงคะแนนเสียงจากประชาชนเท่านั้น และต้องดูภายหลังการเลือกตั้งก่อน เพราะคนที่ตัดสินใจคือประชาชน ไม่ใช่พรรคการเมือง
นอกจากปัญหาภายในประเทศแล้ว ยังมีปัญหาระหว่างประเทศรุมเร้ารัฐบาล เมื่อกัมพูชายื่นเรื่องให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ตีความกรณีคำพิพากษาปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2505 เพื่อให้ออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว พร้อมทั้งให้มีคำสั่งถอนกำลังทหารไทยออกนอกพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร
ทั้งนี้ ศาลโลกได้นัดให้ไทยกัมพูชา เข้าให้การกับศาลโลก เมื่อวันที่ 30-31 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เดินทางไปรับมือที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ส่วนฝั่งกัมพูชา นายฮอร์นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศกัมพูชา ขึ้นเบิกความต่อศาลโลก ยืนยันจะต้องมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในทันทีเพื่อป้องกันการปะทะกันอีก เพราะมีการปะทะกันมาอย่างน้อย 4 ครั้ง และทุกครั้งประชาชนกัมพูชาได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจำนวนมาก รวมทั้งขอให้สั่งการให้ไทยถอนทหารออกจากพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารในทันที
นายฮอร์นัมฮง ยังระบุด้วยว่า เมื่อปี ค.ศ. 1962 ศาลโลกเคยตัดสินให้ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาไปแล้ว โดยยึดแผนที่ 1 : 200,000 ที่กัมพูชายึดถือ ซึ่งหมายรวมถึงพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่ไทยอ้างว่าเป็นอาณาเขตของประเทศไทย และมีการทำแผนที่ขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการทำขึ้นมาเพียงฝ่ายเดียว จึงได้ร้องต่อศาลเมื่อเดือน เม.ย. ให้มีการตีความใหม่ และตัดสินเพื่อให้เกิดสันติภาพในภูมิภาค
ขณะที่นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะตัวแทนเข้าให้ข้อมูลจากฝ่ายไทย ได้กล่าวคำแถลงเป็นภาษาฝรั่งเศสใน 5 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ย้ำว่าประเทศไทยในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาเมื่อปี 2505 อย่างครบถ้วน
2.คำพิพากษาในปี 2505 เป็นเรื่องของอธิปไตยเหนือตัวปราสาทพระวิหาร มิใช่เขตแดน ซึ่งกัมพูชาก็ได้ยอมรับเรื่องเส้นขอบเขตพื้นที่บริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทย เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2505 โดยกำหนดขอบเขตปราสาท กล่าวคือ ทางทิศเหนือที่ระยะ 20 เมตร จากบันไดนาคไปทางทิศตะวันออกจนถึงช่องบันไดหัก และทางทิศตะวันตกที่ระยะ 100 เมตร จากแกนของตัวปราสาทไปทางทิศใต้จนจรดขอบหน้าผา
3.ประเทศไทยปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกันกับกัมพูชาอย่างสันติ ที่ผ่านมามีการพัฒนาบนพื้นฐานของความร่วมมือ ไม่มีเหตุใดๆ ที่ไทยจะสร้างความขัดแย้ง
4.ประเทศไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มใช้ความรุนแรง ในการปะทะที่เกิดขึ้นทุกครั้ง แต่ประเทศไทยเป็นฝ่ายที่ถูกกัมพูชาโจมตีก่อน
และ 5.กัมพูชาต้องการดินแดนในการทำพื้นที่กันชน เพื่อให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกมีความสมบูรณ์
ด้านนายกษิต กล่าวภายหลังเดินทางกลับจากศาลโลกว่า ไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลโลกเมื่อปี 2505 โดยยกปราสาทพระวิหารให้กับกัมพูชาและถอนทหารออกจากพื้นที่ รวมทั้งทำรั้วกั้น ซึ่งถือว่าเป็นการบอกต่อประชาคมโลกและกัมพูชาว่าส่วนที่เหลือเป็นของประเทศไทย เพราะฉะนั้นการที่ศาลจะใช้แผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ก็ไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลที่จะพิจารณาอีก
ทั้งนี้ ไทยมองว่าเรื่องดังกล่าวยังไม่เร่งด่วนและจำเป็นต้องออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เพราะไม่อยู่ในภาวะที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ได้ เนื่องจากเหตุการณ์ปะทะเกิดขึ้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย ที่อยู่ห่างปราสาทพระวิหารราว 50 กิโลเมตร
“ประเด็นความขัดแย้งก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปราสาทพระวิหาร ดังนั้นจะเอาเรื่องปราสาทตาเมือนกับตาควายมาเกี่ยวโยงกับปราสาทพระวิหารจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ผมยืนยันว่ากลไกทวิภาคีเพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทตามแนวชายแดนสามารถเดินหน้าต่อไปได้ อีกทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (รมว.กลาโหม) ก็เตรียมกำหนดการประชุมจีบีซีที่กรุงพนมเปญ” นายกษิต กล่าว
ส่วนการส่งคณะผู้สังเกตการณ์ประเทศอินโดนีเซียเข้ามาในพื้นที่นั้น ยืนยันว่าไทยก็มีความพร้อม ดังนั้นที่กัมพูชากล่าวหาว่ากลไกต่างๆ หยุดชะงักก็ไม่เป็นความจริง ขอปฏิเสธว่าไทยไม่ได้เป็นฝ่ายรังแกกัมพูชา และตลอดเวลาไทยเป็นหัวเรือใหญ่ในการให้ความช่วยเหลือ อีกทั้งยังเป็นประเทศแรกที่ให้การรับรองกัมพูชาจากการได้รับเอกราชจากประเทศฝรั่งเศส และคอยสนับสนุนให้เข้ามามีส่วนร่วมในกลุ่มความร่วมมืออาเซียน
นายกษิต กล่าวว่า ประธานศาลโลกซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นได้แจ้งว่า ขอให้ทั้งสองฝ่ายจัดทำเอกสารข้อมูลส่งให้ศาลโลกภายในวันที่ 7 มิ.ย. ซึ่งศาลก็จะมอบคำชี้แจงสองฝ่ายส่งคืนในวันที่ 14 มิ.ย. และอีก 3 สัปดาห์ น่าจะมีคำตัดสินว่าจะรับหรือไม่รับขอให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราว
ทั้งนี้หากรับก็ต้องมาดูว่ามาตรการจะมากน้อยแค่ใด อย่างไรก็ตาม ไทยก็มีสิทธิที่จะรับหรือไม่รับคำตัดสินของศาลก็ได้ เพราะศาลโลกไม่มีสิทธิบังคับหากมีคำตัดสิน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะเป็นผู้บังคับใช้ อย่างไรก็ตาม ไทยต้องเตรียมพร้อมข้อมูลเพื่อที่จะนำมาสนับสนุนข้อโต้แย้งกัมพูชาที่ขอให้ตีความคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ซึ่งต้องส่งให้ศาลภายในเดือน ก.ย.นี้ จากนั้นศาลจะใช้เวลา 4-5 เดือนในการพิจารณา







