posttoday
อุตรดิตถ์โมเดลการศึกษาทางรอดชุมชนไทย

อุตรดิตถ์โมเดลการศึกษาทางรอดชุมชนไทย

03 มิถุนายน 2554

ความคาดหวังของสังคมไทยและการตั้งเป้าของรัฐบาลที่จะให้เกิดโครงการ

ความคาดหวังของสังคมไทยและการตั้งเป้าของรัฐบาลที่จะให้เกิดโครงการ

“1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัย” ดูจะไม่ไกลจากความจริงนัก เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยกว่า 169 แห่ง ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนกระจายตัวอยู่แทบทุกจังหวัด แต่คำถามสำคัญก็คือ ในเมื่อมีมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าอุดมไปด้วยนักวิชาการ และปัญญาชนจำนวนมาก ทำไมคนส่วนใหญ่ของประเทศยังต้องเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจน?

“การศึกษาไทยในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา เป็นการศึกษาที่ตัดขาดจากรากเหง้าของตัวเอง ยึดเพียงแต่เรื่องทางวิชาการและหลักสูตรเป็นตัวตั้ง ทำให้การศึกษานั้นห่างไกลจากชีวิตและความเป็นจริงที่สังคมไทยควรจะเป็น และทำให้เกิดปัญหาของรัฐรวมศูนย์อำนาจและปัญหาภายในท้องถิ่นตามมา” นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย วิพากษ์วิจารณ์ระบบการศึกษาไทยในงานปาฐกถาพิเศษ “1 มหาวิทยาลัย 1 จังหวัด” ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา

อุตรดิตถ์โมเดลการศึกษาทางรอดชุมชนไทย

โจทย์สำคัญที่อาจารย์ประเวศพูดอาจทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการศึกษาไทยได้ขบคิดและหาทางออกว่า จะทำอย่างไรให้ระบบอุดมศึกษายืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง และสามารถเป็นแขนขาของชุมชนได้โดยไม่ต้องโดดเดี่ยวกับปัญหาความยากจนเช่นทุกวันนี้

“มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์” เป็นตัวอย่างนำร่องในการจัดการและได้แจ้งให้สังคมทราบว่า “การให้บริการสังคม” เป็นปรัชญาหลักของมหาวิทยาลัยและเป็นโจทย์สำคัญนอกเหนือจากการทำ “ธุรกิจการศึกษา” เพื่อความอยู่รอด ไม่ว่าการแย่งชิงจำนวนนักศึกษา แย่งส่วนแบ่งการตลาดด้วยการแจก “ไอแพด” เช่นทุกวันนี้

สิทธิชัย หาญสมบัติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ กล่าวว่า โครงการเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัยมีจุดเริ่มต้นจากชาวบ้านนำปัญหามาปรึกษาอาจารย์ว่าให้ช่วยทำวิจัยไปใช้ประกอบการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม

“ทุกวันนี้เราขยายพื้นที่ให้นักวิชาการลงไปทำวิจัยใน 60 ตำบลทั่ว จ.อุตรดิตถ์ ทำต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 แล้ว ซึ่งนโยบายของเราคือประกาศให้เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องลงพื้นที่บูรณาการวิชาและหลักสูตรที่สอน ด้วยการลงไปยังชุมชนเพื่อหาประสบการณ์จริง และต้องสามารถตอบโจทย์ได้ว่า วิชาที่สอนนั้นสามารถใช้แก้ไขปัญหาของชุมชนได้อย่างไร” อาจารย์สิทธิชัย กล่าว

เป็นต้นว่าที่ ต.ป่าเซ่า อ.เมือง ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเลี้ยงวัวมากกว่า 800 ตัว และประสบปัญหาการจัดการ “ขี้วัว” ล้นเกินจน ส่งกลิ่นเหม็นทั่วทั้งตำบล ชาวบ้านได้นำปัญหามาปรึกษาเพื่อหาทางออก เจษฎา มิ่งฉาย อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ จึงนำทีมอาจารย์ลงพื้นที่ค้นคว้าวิจัยว่าจะทำอย่างไรให้ขี้วัวจำนวนมหาศาลสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่าปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ หรือนำไปจำหน่ายให้พ่อค้าคนกลางหักค่าหัวคิว จนเหลือกลับมาที่ชาวบ้านเพียงไม่กี่บาท

“อาจารย์ลงไปคลุกคลีกินอยู่กับชาวบ้าน รวมไปถึงช่วยชาวบ้านสังเกตพฤติกรรมวัวในพื้นที่ จนกระทั่งได้คำตอบว่า ขี้วัวที่ได้ออกมาวันละ 6 กิโลกรัมต่อตัว สามารถนำไปสร้างบ่อหมักทำก๊าซชีวภาพแจกจ่ายให้คนทั้งหมู่บ้านใช้ได้อย่างสบายๆ ขณะที่ของเหลือจากระบบการหมักก๊าซยังนำไปทำปุ๋ยหมักชีวภาพสร้างกำไรให้ชาวบ้านเป็นกอบเป็นกำ” อาจารย์เจษฎา กล่าว

ก๊าซชีวภาพที่ได้สามารถใช้ทอดไข่เจียวและผัดผักบุ้งไฟแดงได้ไม่ต่างไปจากแก๊สหุงต้มถังละกว่า 300 บาท ขี้วัวที่ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งจึงถูกแปรสภาพเป็นก๊าซและไม่มีกลิ่นให้กวนใจคนในชุมชนอีกต่อไป

นอกจากนั้น ขี้วัวของแต่ละครัวเรือนยังสามารถนำมาบริหารจัดการผ่าน “คลังขี้วัว” ที่ให้ชาวบ้านนำขี้วัวมาเป็น “เครดิต” เป็นหลักประกันกรณีต้องการเงินเร่งด่วน และขยายผลเป็นธนาคารขี้วัวมีการบริหารคล้ายกับสหกรณ์ ซึ่งสามารถสร้างอำนาจต่อรองในการขายขี้วัวให้กับนายทุนที่มารับซื้อ ไม่ให้ถูกกดราคาได้อีกด้วย

ด้วยการบริหารจัดการของชาว ต.ป่าเซ่า ถูกอาจารย์เจษฎา เรียกว่า “หมู่บ้านวิทยาลัยวัววิทยา” ที่สามารถเป็นต้นแบบการเรียนรู้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยทั่วประเทศต้องเดินทางมาศึกษาดูความก้าวหน้า

เช่นเดียวกับ อาจารย์วิรัตน์ จำนงรัตนพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ ในฐานะผู้ช่วยอธิการบดี ที่ได้ลงพื้นที่ ต.หาดสองแคว อ.ตรอน เพื่อหาวิธีจัดการกับขยะ

อาจารย์วิรัตน์ เล่าว่า เมื่อ 5 ปีที่แล้ว พงษ์เทพ ชัยอ่อน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหาดสองแคว ได้มาพบและแจ้งว่าชาวบ้านต้องการความช่วยเหลือในการกำจัดขยะ ซึ่งมีเฉลี่ยถึงวันละ 1 กิโลกรัมต่อคน แต่ทาง อบต.เองไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะซื้อถังขยะแยกประเภท รถขยะ หรือจ้างคนเก็บขยะ เหมือนเทศบาลใหญ่ๆ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณร่วม 2 ล้านบาท

“เมื่อคิดสรุปว่าสามารถนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใช้ในนาข้าว ขณะเดียวกันขยะประเภทอื่นๆ ก็สามารถนำไปรีไซเคิลได้ ในที่สุดจบลงที่ธนาคารขยะ ให้ชาวบ้านนำขยะมาขาย อบต.และยังเปิดบัญชีสะสมจำนวนขยะได้ ขณะเดียวกันได้ตั้งกลุ่มเยาวชนหวงแหนชุมชนปั่นจักรยานในวันหยุดเก็บขยะรอบตำบลมาขาย อบต.” วิรัตน์ ระบุ

ตลอด 6 ปี อบต.หาดสองแควได้รับรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้านบริหารจัดการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาลมาตลอด ด้วยรูปแบบการจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งสองแห่ง ทำให้มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์เป็นตัวอย่างให้สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศเห็นถึงความเข้มแข็ง และการมีส่วนร่วมกับชุมชนในการจัดการปัญหาที่หลากหลาย

รวมถึงสะท้อนให้มหาวิทยาลัยอื่นๆ เห็นว่าโจทย์สำคัญไม่ใช่การเพิ่มจำนวน หากแต่อยู่ที่ว่าทำอย่างไรให้เป็นแขนขาสามารถรับใช้ชุมชน และตอบสนองปัญหาของพลเมืองในท้องถิ่นนั้นๆ รองรับการปฏิรูปประเทศต่างหาก

ดั่งการมีร้อยพันหมื่นดอกเตอร์และอาคารหรูเลิศ จึงไม่มีความหมายสำหรับมหาวิทยาลัย...หากชุมชนรอบข้างยังคงแร้นแค้น  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท