
แบงก์รัฐงัดข้อขุนคลังแช่แข็งรีไฟแนนซ์บัตร
ถือว่าน่าผิดหวัง ในการดีเดย์ “คิกออฟ” โครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต
ถือว่าน่าผิดหวัง ในการดีเดย์ “คิกออฟ” โครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ถือว่าน่าผิดหวัง ในการดีเดย์ “คิกออฟ” โครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพราะมีคนมาร่วมโครงการบางตาไม่ฮอตฮิตเหมือนบ้านหลังแรก
ยอดลูกหนี้ ที่มาติดต่อลงทะเบียน 3 แบงก์รัฐ คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ มียอดหนี้บัตรเครดิตแค่ 500 ล้านบาทเท่านั้น
เมื่อไปเทียบกับยอดที่ตั้งเป้าในช่วง 3 เดือนของโครงการ วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ยังถือว่าจำนวนผู้ที่แสดงความสนใจยังห่างจากเป้าหมายอีกไกลลิบ คนที่สนใจยังมีเพียงแค่หยิบมือ แค่ปลายเล็บเท่านั้น
ทั้งที่ดูยอดการใช้บัตรเครดิตในภาพรวม 14 ล้านใบ ในจำนวนนี้มีถึง 10 ล้านใบ เป็นหนี้ที่ไม่เกิน 3 แสนบาท หรือคิดเป็นวงเงินรวม 1.5 แสนล้านบาท เพียงแค่ลูกหนี้กลุ่มนี้ 10% เข้าร่วมโครงการรีไฟแนนซ์ก็ทำให้เป้าที่ตั้งไว้ล้นไปกว่าครึ่งแล้ว
การเปิดตัววันแรกที่ไม่เปรี้ยงปร้าง ส่งผลทางจิตวิทยาให้วันที่สอง และวันต่อๆ มา อยู่ในสภาพจืดสนิท จะตีปี๊บอย่างไรวอลุมก็ไม่ขึ้น ยิ่งเปิดจนถึงกำหนด 3 เดือนข้างหน้า ยอดลูกหนี้ที่จะเข้าร่วมโครงการคงไม่กระเตื้องไปมากกว่านี้เท่าไหร่
สาเหตุทำให้โครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตล้มทั้งยืนตั้งแต่ออกตัว ส่วนสำคัญมาจากความไม่ชอบมาพากลในขั้นตอนการปฏิบัติของแบงก์รัฐทั้ง 3 แห่ง ที่เป็นเจ้าภาพในงานนี้เป็นสำคัญที่สุด
เลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ลูกหนี้สนใจร่วมโครงการน้อย เพราะรับเงื่อนไขที่ต้องโดนยึดบัตรเครดิตทั้งหมดที่มีอยู่ไม่ได้ ทำให้ไม่สนใจเข้าร่วมโครงการ ซึ่งธนาคารจะแก้ไขออกบัตรเครดิตของธนาคารให้กับลูกค้าที่เข้าโครงการ แต่ต้องมีประวัติการชำระหนี้ดี 1 ปี ถึงจะออกให้
เป็นที่น่าสังเกตว่า เงื่อนไขการยึดเรียบบัตรเครดิตของลูกหนี้ ถือว่ามีความผิดเพี้ยนไปจากเงื่อนไขเดิมในช่วงเปิดตัว ที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง พูดไว้ชัดเจนว่า ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการจะรีไฟแนนซ์หนี้กี่ใบก็ได้ จะเก็บไว้ใช้ต่อกี่ใบก็ได้ แต่ยอดหนี้รีไฟแนนซ์ต้องไม่เกิน 3 แสนบาทเท่านั้น
หากเป็นไปตามเงื่อนไข ที่นายกรณ์อ้างไว้ จะทำให้ลูกหนี้สนใจเข้าโครงการมากกว่า เพราะทำได้ทั้งรีไฟแนนซ์หนี้เหลือดอกเบี้ย 10% ต่อปี จากที่ต้องเสีย 20% ต่อปี และยังมีเวลาผ่อนชำระยาวอีก13 ปี ทำให้ผ่อนหนักเป็นเบาได้เยอะ
นอกจากนี้ ยังมีบัตรเครดิตไว้ใช้จับจ่ายแบบเดือนชนเดือน โดยที่ไม่ต้องหันหน้าไปพึ่งเงินกู้นอกระบบดอกโหด 10-20% ต่อเดือน ทำให้ไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้
สุดท้ายไม่รู้ว่า 3 แบงก์รัฐไปกอดคอแอบตกลงกันตอนไหน ถึงเดินหน้าใส่เกียร์ห้า ตั้งเงื่อนไขโหดจนลูกหนี้ส่ายหน้าหนีจนเกลี้ยง จากตอนแรกที่ฝันหวานนึกว่าแบงก์รัฐเป็นอัศวินม้าขาว ขับรถพยาบาลมารับชุบชีวิตให้ฐานะการเงินแข็งแรง เอาเข้าจริงกลับแอบขับรถเรือนจำจอดรอขนลูกหนี้ขังกรงให้เหี่ยวหัวโต
มีการประเมินกันว่า เหตุผลที่แบงก์รัฐจับมือทำโครงการรีไฟแนนซ์แบบ “ขอไปที” อย่างนี้ มาจากทั้งเรื่องกลัวหนี้เสีย เพราะประเมินแล้วหากลูกหนี้มารีไฟแนนซ์และยังมีบัตรเครดิตใช้รูดอยู่ต่อ ก็จะไปก่อหนี้ใหม่จนสุดท้ายชำระทั้งหนี้เก่าหนี้ใหม่ไม่ไหว
ในส่วนของธนาคารกรุงไทย ที่เป็นเจ้าตลาดบัตรเครดิต อาจมองว่า โครงการนี้ไม่ได้ส่งผลกับแบงก์เลย เพราะนอกจากไม่ได้ลูกค้าเพิ่มแล้ว อาจต้องเสียรายได้
เมื่อลูกค้าตัวเองก็หันมาใช้โครงการนี้เพราะได้ดอกเบี้ยถูก
นอกจากนี้ การอยู่ในช่วงเลือกตั้ง และกำลังมีรัฐบาล ทำให้บิ๊กแบงก์รัฐต้องดูทิศทางลมกันอย่างหนักละเอียดทุกเม็ด เพราะหากเดินหน้าโครงการนี้แบบเต็มสูบไร้เงื่อนไข หรือรับไม่อั้น แล้วรัฐบาลใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาล เห็นทีอนาคตของบิ๊กแบงก์รัฐที่สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลเก่าจะร้อนๆ หนาวๆ
ล่าสุด แม้แต่โครงการรีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบ เข้าสู่ระบบในรอบที่สอง ที่ รมว.คลังประกาศไว้ว่าจะเริ่มในเดือน มิ.ย. เพื่อเก็บตกคนที่พลาดในรอบแรก ก็ต้องเลื่อนออกไป แต่งานนี้ไม่ใช่เพราะแบงก์รัฐอิดออดเพียงอย่างเดียว แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะนายกรณ์ ต้องการให้เกียรติรัฐบาลใหม่พิจารณาด้วย
การปล่อยเกียร์ว่างของแบงก์รัฐในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลรักษาการครั้งนี้ถือว่าไม่ใช่ครั้งแรก
หากลองย้อนหลังกลับไป ในการดำเนินโครงการประชาวิวัฒน์ ในส่วนของการปล่อยสินเชื่อแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ พ่อค้าหาบเร่แผงลอย ปรากฏว่ายอดผู้ขอสินเชื่อที่บรรดาแบงก์รัฐรายงานให้กระทรวงการคลังทราบ ล้วนเข้าเกินเป้าทุกตัว
ขณะที่เข้าไปดูไส้ในการอนุมัติสินเชื่อกลับน้อยนิด ดำเนินการได้ไม่ถึง 10% ของยอดผู้ขอสินเชื่อในแต่ละประเภท ปัญหาส่วนหนึ่งคือแบงก์รัฐเมินเฉย
อีกส่วนคือปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์เอง ที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.ได้อย่างสะดวกใจ เมื่อไม่สามารถออกทะเบียนมอเตอร์ไซค์รับจ้างและแผงลอยได้ตามเป้า แบงก์รัฐก็นำไปเป็นข้ออ้างไม่ปล่อยสินเชื่อ
จะเห็นว่าบรรดาแบงก์รัฐ มองข้ามช็อตไปถึงรัฐบาลที่จะเข้ามากำกับดูแล โดยให้น้ำหนักว่าพรรคฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนี้ จะมาเป็นรัฐบาลใหม่ ที่เข้ามากำกับการดำเนินงานของแบงก์รัฐ และให้คุณให้โทษกับการทำงานที่ผ่านมา และที่จะเกิดขึ้นใหม่ ส่งผลให้แบงก์รัฐวางเฉยเย็นชากับนโยบายของรัฐบาลเก่าอย่างไม่ปิดบัง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ส่งผลให้โครงการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต ของรัฐบาลนี้ที่เหลือเวลาทำงานไม่กี่วันมีโอกาสเน่าสนิท ไม่ได้เป็นอย่างที่รัฐบาลหวังไว้ ว่าจะเป็นโครงการที่ได้ทั้งกล่องได้ทั้งคะแนนจากมนุษย์เงินเดือนนับล้านคน







