
ชิงดำ 30 วันโค้งสุดท้าย พท. ประคองตัว ปชป. รอจังหวะ
เข้าสู่ 30 วันอันตรายสำหรับศึกเลือกตั้ง นับจากนี้ “ทุกวัน ทุกวินาที ทุกย่างก้าว”
เข้าสู่ 30 วันอันตรายสำหรับศึกเลือกตั้ง นับจากนี้ “ทุกวัน ทุกวินาที ทุกย่างก้าว”
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เข้าสู่ 30 วันอันตรายสำหรับศึกเลือกตั้ง นับจากนี้ “ทุกวัน ทุกวินาที ทุกย่างก้าว” ไปจนถึงวันที่ 3 ก.ค. มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพราะถ้าใครพลาดทุกอย่างจบ ทำให้ต้องระวังตัวกันเป็นพิเศษจากการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งควบคู่ไปกับการเตรียมปล่อยทีเด็ดซื้อใจประชาชนในช่วงโค้งสุดท้าย
พรรคเพื่อไทย ผ่านมาเกือบ 3 สัปดาห์ถือว่าเก็บแต้มนำพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่ลงสู่สนามเลือกตั้ง สะท้อนได้จากผลการสำรวจคะแนนความนิยมจากหลายสถาบันต่างมีผลสรุปตรงกันว่าพรรคเพื่อไทยแรงดีนำพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทยยังยืนระยะนำเป็นจ่าฝูงได้ ส่วนสำคัญมาจากความใหม่ในทางการเมืองของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” สร้างความน่าสนใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก เพราะ ยิ่งลักษณ์ ไม่เคยผ่านสนามการเมืองมาก่อน ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทุกจังหวะของเจ๊ปูกลายเป็นจุดสนใจของสื่อมวลชน จึงกลายเป็นการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของน้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในทางอ้อมไปโดยปริยาย
ประกอบกับการเป็นสุภาพสตรีได้สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งแบบไม่น่าเชื่อ เพราะปราศจากข้อโจมตีในเรื่องส่วนตัวซึ่งคู่แข่งพยายามจะขุดคุ้ยแต่ก็ทำไม่ได้เต็มตัวนักเพราะอาจถูกมองว่าไม่เป็นสุภาพบุรุษได้ ที่สำคัญท่าทีของ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งแสดงออกถึงการประนีประนอมกับทุกฝ่ายจากวรรคทองที่ระบุว่า “พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะสร้างความปรองดอง และไม่คิดแก้แค้นแต่จะแก้ไข” เป็นการสร้างความไว้วางใจให้กับสังคมระดับหนึ่งจะไม่มีการเอาคืนทางการเมืองจนประเทศไปสู่วิกฤตอีกครั้งอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ยิ่งลักษณ์ ยังแสดงความมีไหวพริบในทางการเมืองออกมาด้วยการเลี่ยงที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมทางการเมือง เพราะรู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นจุดอ่อนของพรรคเพื่อไทย โดยโยนให้คนอื่นๆ ทำหน้าที่พลิ้วตอบคำถามเหล่านี้แทนเพื่อไม่ให้ ยิ่งลักษณ์ เปลืองตัวมากเกินไป
แน่นอนว่าในช่วงโค้งสุดท้ายเวลานี้แนวทางของพรรคเพื่อไทยจะไปในลักษณะประคองตัวรักษากระแสจนถึงเส้นชัยมากกว่า เพราะถึงอย่างไรตอนนี้ก็ได้เปรียบคู่แข่งอยู่เล็กน้อย ทีมยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยเตรียมวางสคริปต์ให้ ยิ่งลักษณ์ เน้นประเด็นในด้านการต่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เพื่อแสดงให้ภาวะผู้นำของ ยิ่งลักษณ์ ในสายตานานาชาติ
ส่วนความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ คงจะลดการมีบทบาทโดยตรงเพื่อเลี่ยงกฎหมายเลือกตั้ง แต่จะแย่งพื้นที่สื่อผ่านการสัมภาษณ์สื่อต่างประเทศในลักษณะสนับสนุนพรรคเพื่อไทยแทนการเข้ามาเป็นผู้กำกับเองโดยตรง าเพราะถึงอย่างไรตอนนี้ก็ได้เปรียบคู่แข่งอยู่เล็กน้อย มีการ โดยโยนให้คนอื่นๆทำหน้าที่พลิ้วตอ
มากันที่ฟาก “ประชาธิปัตย์” ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาตกเป็นรองอยู่พอสมควรจากผลสำรวจหลายสำนัก หนำซ้ำยังต้องมาปวดหัวกับความสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาลด้วยทำให้เวลาส่วนใหญ่ต้องเสียไปกับรักษาฟางเส้นสุดท้ายไม่ให้ขาดเอาไว้
อย่างไรก็ตาม บนความเสียเปรียบก็ยังคงมีความได้เปรียบอยู่ เพราะระยะนี้เริ่มมีมวลชนคนเสื้อแดงมาเกาะแกะมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยที่สุดภาพที่ออกไปไม่ว่าจะเป็นการถือป้ายข้อความโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ หรือการเดินเข้าไปพูดคุยกับเสื้อแดงด้วยตัวเองของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สามารถเรียกคะแนนสงสารได้ไม่มากก็น้อย
จังหวะก้าวต่อจากนี้ของพรรคประชาธิปัตย์จึงถือว่ามีความหมายเป็นอย่างมาก เพราะมีเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเป็นเดิมพัน ทำให้นายกฯ ต้องตัดสินใจลงพื้นที่สีแดงทั้งภาคเหนือและอีสานเพื่อหวังโกยคะแนนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้อาจจะไม่ได้มากแต่ก็จะเป็นการตัดคะแนนของพรรคเพื่อไทยเพื่อเปิดโอกาสพรรคการเมืองอื่นๆ ที่รอชิงเก้าอี้ในภูมิภาคนี้อยู่
นอกเหนือไปจากการลงพื้นที่ตามภูมิภาคสีแดง การดึงพลังเงียบอีกประมาณ 40-50% ซึ่งยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองใดให้มาเลือกพรรคประชาธิปัตย์ โดยกลยุทธ์ที่ใช้จะเป็นรูปแบบของการเปิดนโยบายประชานิยมเกี่ยวกับเยาวชน เพราะพรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่าพลังเงียบส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกอายุไม่เกิน 23 ปี
ขณะเดียวกัน ปฏิทินการเมืองในช่วงปลายเดือน มิ.ย. ก็มีผลต่อพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน เพราะคาดว่าศาลโลกที่อาจจะมีคำสั่งออกมาว่าจะรับกรณีที่กัมพูชาขอให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราวบริเวณพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร และให้ไทยถอนกำลังทหารออกนอกพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรหรือไม่
ถ้าผลออกมาเป็นคุณแก่ประเทศไทย นั่นหมายความว่าคะแนนอาจจะไหลมาทางพรรคประชาธิปัตย์มากขึ้น เพราะเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับวันเลือกตั้งพอดี เท่ากับว่าช่วง 50 เมตรสุดท้ายจากกรณีนี้จะเป็นนาทีทองของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เป็นได้
ประเมินดูแล้วโค้งสุดท้ายของสองพรรคการเมืองใหญ่เป็นสถานการณ์แบบ “ใครดีใครได้ใครพลาดก่อนทุกอย่างจบ” ส่วนพรรคขนาดกลางคงจะเลือกเก็บแต้มเฉพาะในส่วนที่คิดว่าตัวเองได้เปรียบเพื่อรอร่วมรัฐบาลมากกว่า







