
จะเลือกใครดี
ถามกันมามากเหลือเกิน ว่าจะเลือกพรรคไหน ผู้สมัครคนใด มีหลักคิดในการเลือกอย่างไร
ถามกันมามากเหลือเกิน ว่าจะเลือกพรรคไหน ผู้สมัครคนใด มีหลักคิดในการเลือกอย่างไร
โดย..ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์
การใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ได้ง่ายเหมือนคิด บางคนมองว่า เพียงเข้าคูหาเลือกตั้ง แล้วกาเบอร์และพรรคที่เราชอบ แต่กระบวนการคิดและไตร่ตรองมีมานานเป็นเดือน สำหรับกลุ่มเรามีหลักคิดง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อนมากนัก โดยน้อมนำเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพิธีเปิดชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2512 ที่ว่า “....ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้...” มาประยุกต์กับแนวคิดที่จะไม่เลือกคนไม่ดีเข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎร
หลายท่านบอกให้ดูนโยบายพรรคเป็นสำคัญ แต่นโยบายของแต่ละพรรคที่ประกาศก็คล้ายๆ กัน คือ ประชานิยมที่มุ่งหาเสียงกับคนรากหญ้า แตกต่างกันตรงวาทกรรมที่ใช้เท่านั้น
ผู้สมัครหลายคนถือเอาการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น “ทางลัดในการเข้าสู่อำนาจ” ด้วยการทุ่ม “ทุน” เข้าสู่อำนาจ และใช้อำนาจในการเพิ่มทุนอีกทีหนึ่ง การทุจริตคอร์รัปชันจึงไม่หมดไปจากเมืองไทยสักที ตรงกันข้าม กลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่ละพรรคต่างประกาศนโยบายที่จะเข้ามารุมทึ้งเงินงบประมาณซึ่งมาจากภาษีของประชาชน
เมื่อนโยบายพรรคคล้ายกัน คุณสมบัติที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งก็คล้ายกัน แล้วจะเลือกใครดี เลือกพรรคไหนดี? คำตอบก็คือ ให้เลือกคนดีเข้าไป และหาทางกีดกันคนไม่ดีไม่ให้เข้าสู่อำนาจ “คนดี” ที่เราควรเลือกเข้าไปสามารถดูได้จาก “พฤติกรรมที่ผ่านมา” ของผู้สมัครแต่ละคน ซึ่งอาจใช้แนวทางที่ กกต. แนะนำไว้ก็ได้ คือ คนที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม ผลงานที่ผ่านมาดีเป็นที่ยอมรับ มีคุณธรรม จริยธรรม และรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม เคารพกฎหมาย ระเบียบ และกติกาของบ้านเมือง ไม่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เป็นต้น
ส่วน “พรรคดี” นั้น สำคัญกว่านโยบายพรรคและวาทกรรมเพราะๆ ที่ประกาศคือ การดูว่าพรรคนั้นเป็นที่รวมของคนดีหรือคนไม่ดี และให้เลือกพรรคซึ่งเป็นที่รวมของคนดีเป็นส่วนใหญ่ อย่าไปเลือกพรรคซึ่งเป็นที่รวมของคนไม่ดี ส่วนคนดีนั้นได้ให้คำจำกัดความไว้แล้วข้างต้น ส่วนใครจะให้นิยามของคำว่า คนดีและพรรคดีแตกต่างไปจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน
จากการที่มีโอกาสได้พูดคุยและสอบถามคนรุ่นใหม่ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งซึ่งมีการศึกษาระดับปริญญาและทำงานแล้ว 3-4 ปี บางคนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งเราคิดว่าพวกเขามีวุฒิภาวะและความคิดดีพอสมควรว่า พวกเขาต้องการเลือกคนแบบไหนเป็นผู้แทนของเขา และคนแบบไหนที่เขาไม่ต้องการ คำตอบของคนเหล่านี้นับว่าน่าสนใจไม่น้อย ซึ่งสรุปว่า คนที่พวกเขาไม่ต้องการเลือกเข้าไปในลำดับต้นๆ คือ (1) คนทุจริตคอร์รัปชัน หรือเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน แม้ไม่มีหลักฐานปรากฏชัดเจนก็ตาม (2) คนที่จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม (3) คนที่ทำร้ายชาติบ้านเมือง (4) คนที่พูดจาปลิ้นปล้อนตลบตะแลง เชื่อถือไม่ได้ (5) คนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนกลุ่มมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์ของชาติบ้านเมือง (5) คนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนกลุ่มมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์ของชาติบ้านเมือง (6) คนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด (7) คนที่ทำตัวเป็นนักเลงอันธพาล
ยังมีการตั้งคำถามว่า เราจะรับนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้หญิงได้หรือไม่? คำตอบคือ คนเป็นนายกรัฐมนตรีคงไม่ได้ตัดสินกันที่เพศ ความหล่อหรือความสวย สำคัญกว่านั้นคือ คนที่จะมาบริหารประเทศควรมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะมาเป็น “ผู้นำประเทศไทย” ซึ่งไม่ใช่เพียงได้รับการยอมรับจากคนในประเทศเท่านั้น แต่ต้องได้รับการยอมรับในสังคมระหว่างประเทศด้วย
อย่างไรก็ดี คนรุ่นใหม่ที่เราได้พูดคุยด้วยให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า คนที่จะมาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารซึ่งทำหน้าที่บริหารประเทศนั้นคงไม่ใช่ว่าใครคิดอยากจะเป็นก็ขึ้นมาเป็นได้ หรือเป็นโดยอุบัติเหตุแต่ควรเป็นคนที่เตรียมตัวมาก่อน มีความรู้และประสบการณ์ในการบริหารระดับประเทศมามากพอควร ซึ่งในต่างประเทศนั้นคนที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำฝ่ายบริหารนั้นได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะเล่นการเมืองตั้งแต่ต้น มีการเตรียมตัวมานาน ผ่านการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ทดลองงานเป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวงก่อนจะขึ้นเป็นผู้นำประเทศ ไม่ใช่จับพลัดจับผลู โชคช่วยให้ขึ้นมาเป็นผู้นำ เพราะการบริหารประเทศในปัจจุบันซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งท้าทายความสามารถของผู้บริหารมากมาย มีการสร้างผู้บริหารประเทศอย่างเป็นขั้นตอน
แนวคิดในการลงคะแนนของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน แต่ถ้าใครยังคิดไม่ออก จะเอาแนวคิดข้างต้นไปประกอบการพิจารณาก็ได้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์







