
เปิดเสรีอาเซียนกับธุรกิจการศึกษานานาชาติในไทย
ความต้องการเรียนหลักสูตรนานาชาติในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ในปี 2547
ความต้องการเรียนหลักสูตรนานาชาติในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ในปี 2547
โดย..วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
มีจำนวนนักเรียน/นักศึกษา 63,754 คน แต่ในปี 2551 ผู้เรียนกลุ่มนี้เพิ่มเกือบเท่าตัวเป็นจำนวน 102,466 คน และคาดว่าเพิ่มขึ้นอีกกว่า 30% ในปี 2553
ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นในศักยภาพและความพร้อมของสถาบันการศึกษาลักษณะนี้เมื่อเทียบกับระบบปกติ ในทำนองเดียวกันเมื่อเทียบกับสิงคโปร์หรือมาเลเซีย สถาบันการศึกษานานาชาติในประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ ทั้งในเรื่องของหลักสูตรและครูผู้สอนที่เทียบเท่าสากล รวมทั้งค่าเล่าเรียนในประเทศไทยได้รับการยอมรับว่ามีความคุ้มค่ามากกว่า
ข้อมูลจากสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ระบุว่า ปัจจุบันสถาบันการศึกษานานาชาติในประเทศไทยมีจำนวน 171 แห่ง เป็นโรงเรียนนานาชาติ 120 แห่ง และมหาวิทยาลัยนานาชาติ 51 แห่ง โรงเรียนนานาชาติดั้งเดิมเลยมีเพียง 5 แห่ง ในปี 2530 แต่หลังจากเปิดเสรีโรงเรียนนานาชาติในปี 2534 จำนวนโรงเรียนนานาชาติเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 10 แห่ง ในปี 2535 และจากนั้นก็เพิ่มเฉลี่ย 5 แห่งต่อปีมาจนถึงปัจจุบัน ล่าสุดในปี 2553 มีทั้งสิ้น 120 แห่ง
จำนวนนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติมี 28,677คน แบ่งเป็นนักเรียนไทย 11,735 คน และนักเรียนต่างชาติ 16,942 คน
หันมาพิจารณาอัตราค่าเล่าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ พบว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.6 แสนบาทต่อคนต่อปี เปรียบเทียบกับค่าเล่าเรียนในสหรัฐอเมริกาปีละประมาณ 2.8 หมื่นเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9 แสนบาทต่อคนต่อปี ความคุ้มราคาจึงถือเป็นข้อได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งของประเทศไทย
ดังนั้น ภายหลังการเปิดเสรี AEC ธุรกิจการศึกษานานาชาติในอาเซียนมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีกตามความต้องการของขนาดตลาดที่ดึงดูดคนต่างชาติ โดยเฉพาะบุตรหลานนักลงทุนที่จะเดินทางเข้าออกอาเซียนและไทยเพิ่มถี่ขึ้น เพราะเมื่ออาเซียนกลายเป็นฐานการผลิตร่วม ก็จะมีนักบริหาร นักจัดการชาติต่างๆ แวะเวียนเดินทางตามกระบวนการโลจิสติกส์ต่างๆ มากขึ้น
ด้วยมูลค่าทางการตลาดที่ขยายตัวในไทย จะเป็นตัวดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติให้เข้ามาเทกโอเวอร์กิจการเพิ่มขึ้น เพราะอนุญาตให้ทุนต่างชาติจากในอาเซียนถือหุ้นได้ถึง 70% ในกิจการส่วนใหญ่
ถึงแม้ปัจจุบันกฎหมายของประเทศไทยยังไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนหรือสถาบันได้เองก็ตาม แต่ผู้ถือหุ้น 70% ย่อมมีอำนาจครอบงำกิจการผ่านการตั้งกรรมการได้อยู่ดี
ในอนาคตอันใกล้ ความแออัดของโรงเรียนและสถาบันการศึกษานานาชาติที่อาจกระจุกตัวเฉพาะในเขตเมือง น่าจะทำให้เกิดการแย่งลูกค้ากันรุนแรงขึ้น รวมถึงข้อห่วงคำนึงต่อหลักสูตรระบบสากลที่ไม่เน้นสอนภาษาไทย และสร้างความเข้าใจในระบบสังคมและวัฒนธรรมของไทย
แม้จะถกเถียงได้ว่านักเรียนเหล่านี้ส่วนมากจะไปมีชีวิตต่อในกิจการระหว่างประเทศ ไม่ค่อยเหลืออยู่ในชุมชนภายในประเทศมากนัก อีกทั้งปริมาณนักเรียนกลุ่มนี้ ถึงอย่างไรก็ยังเป็นสัดส่วนน้อย เมื่อเทียบกับเด็กส่วนใหญ่ในประเทศ
แต่หากเข้าใจได้ด้วยว่าอย่างไรเสียการอยู่ร่วมในพื้นที่ โดยมีฐานทางเศรษฐกิจที่ต่างและมักมีวัฒนธรรมที่ต่างกัน สิ่งที่ต้องมีคือการปรับตัวและเรียนรู้จากกันและกันเพื่อจะอยู่ร่วมกัน เกื้อกูลกัน คัดหาจุดเด่นของความต่างมาสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง ซึ่งต้องใช้หลักคิด Global Link...Local Reach แปลว่า ด้วยภูมิปัญญาแบบไทย แต่เข้าใจระบบสากล







