
อาหาร ยุทธศาสตร์สำคัญญี่ปุ่น
หวังว่าท่านผู้อ่านจะยังไม่เบื่อกับเรื่องความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น
หวังว่าท่านผู้อ่านจะยังไม่เบื่อกับเรื่องความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น
โดย..พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เพราะยังมีเรื่องที่จะคุยกันได้อีกหลายๆ ตอน เรียกว่าคราวนี้จะเป็นซีรีส์ยาวหน่อย
ผู้เขียนได้พูดมาถึงกลุ่มสินค้าต่างๆ หลายกลุ่มแล้วทั้งสินค้ากลุ่ม A, B, Q, R จนเดี๋ยวผู้อ่านที่ไม่ได้ติดตามคอลัมน์ “1 เสียงเพื่อสร้างสรรค์” จะคิดว่าเป็นบทความสอนภาษาอังกฤษเบื้องต้น A, B, C, D ไปแทนที่จะเป็นเรื่องความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น หรือ JTEPA ก็พอดีเป็นสินค้ากลุ่มสุดท้ายแล้ว ที่จะพูดในฉบับนี้ และคิดว่าจะไม่กลับไปทบทวนแล้วว่าแต่จะกลุ่มคืออะไร เดี๋ยวจะมีความคืบหน้าน้อยไป ไม่ทันใจวัยโจ๋ทั้งหลายที่เป็นแฟนๆ คอลัมน์นี้
สินค้ากลุ่ม X คือสินค้ากลุ่มสุดท้ายที่ผู้เขียนจะพูดถึง และเป็นกลุ่มสุดท้ายในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น หรือ JTEPA เช่นกัน เป็นรายการสินค้าที่ไม่นำมารวมอยู่ในการเจรจาเปิดตลาดระหว่างไทยกับญี่ปุ่น หรือถ้าเป็นอาเซียนก็จะเรียกว่า Exclusion List คือยกออกไปจากโต๊ะเจรจาเลย ไม่ต้องมาพูดถึงกัน อย่าตื๊อเสียให้ยาก ยังไงก็ไม่ตกลง
สำหรับญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเกษตร รวมอาหาร และเครื่องหนัง สินค้าเกษตรรวมถึงอาหารนั้นเป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่า ญี่ปุ่นมีความเหนียวแน่นในการอุดหนุนและคุ้มครองสินค้าเหล่านี้มาก เรียกว่าเสียเท่าไรไม่ว่า สินค้าข้าใครอย่าแตะ เพราะกลัวอดตายยามเกิดศึกสงคราม เพราะเขามีความเจ็บปวด และอดอยากมาในประวัติศาสตร์ เขาจึงต้องพยายามดำรงความที่จะให้มี “สินค้าเกษตรและอาหารที่พอเพียง” ไว้ หรือเรียกว่า “Self Sufficiency” ซึ่งคนไทยบางคนก็หลงไปรับเข้าอย่างเต็มเปา เพราะคิดว่าเหมือนกับเศรษฐกิจพอเพียงของเรา กว่าจะรู้ว่าคนละเรื่องเดียวกันก็เล่นเอาชื่นชมกันไปพักใหญ่ ญี่ปุ่นนั้นมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูง เป็นประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว เป็นประเทศเกาะที่ไม่ใหญ่มาก ประชากรก็เพิ่มขึ้นทุกวัน รายได้ประชากรสูง จีดีพี (GDP : Gross Domestic Product) ก็ได้มาจากภาคอุตสาหกรรมเสียส่วนใหญ่มากๆ คนส่วนใหญ่จึงทำเกษตรเป็นงานอดิเรก เรียกได้ว่าถ้ารัฐบาลไม่อุดหนุนทุ่มเทปกป้องภาคเกษตรไว้ ก็แทบจะไม่มีใครทำภาคเกษตรเลย จนอาจจะต้องนำเข้าเกือบทั้งหมด เขาจึงต้องพยายามรักษาภาคเกษตรไว้เผื่อเกิดสงคราม นำเข้าไม่ได้ก็ยังมีอาหารในประเทศรับประทานกัน เขาจึงต้องมีหลักการ Self Sufficiency เห็นได้ว่าเขาสารพัดที่จะป้องกันเพื่อประชาชน ต่างจากประเทศไทยที่ประชากรกว่าครึ่งยังอยู่ในภาคเกษตร จีดีพีส่วนหนึ่งก็ยังต้องมาจากภาคเกษตร สินค้าส่งออกหลักๆ ก็ยังเป็นเกษตรรวมถึงอาหาร แม้ปัจจุบันจะไม่ได้อยู่ในอันดับ 12 ก็ตาม ดังนั้น ยิ่งญี่ปุ่นมี Self Sufficiency มากเท่าไรก็ยิ่งกระทบไทยมากเท่านั้น เพราะเขาก็ไม่นำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากไทย ผลกระทบนี้ก็จะไหลเลื่อนลงไปสู่เกษตรกรไทยในที่สุด
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมียุทธศาสตร์สำคัญที่เรียกว่า “ยุทธศาสตร์การเติบโตใหม่” ซึ่งยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นสนับสนุนพัฒนาภาคเกษตร อาหาร และพื้นที่ชนบทของญี่ปุ่นมากขึ้น
ตัวอย่างสินค้ากลุ่มอาหารที่ถูกยกออกจากการเจรจา เช่น เนื้อ และส่วนอื่นๆ ของเนื้อโคสด แช่แข็ง ปลาไหลที่ไม่ได้นำเข้ามาเพาะเลี้ยง ปลาบลูฟินทูน่าแช่แข็ง หอยเชลล์สดหรือแช่เย็น ปลาหมึกกระดองสดหรือแช่เย็น นมและครีมที่ไม่ทำให้เข้มข้น ถั่วลันเตาที่ไม่ได้นำมาเพาะปลูก สับปะรดสดที่มีน้ำหนักรวมเปลือกตั้งแต่ 900 กรัมขึ้นไป ข้าวสาลีและเมสลิน แป้งข้าวสาลี และแป้งเมสลิน แป้งข้าวโพด แป้งข้าว เมล็ดหัก และแป้งหยาบของข้าวบาร์เลย์สาลี ไทรทิเดล หรือข้าวเยิร์มของธัญพืชทั้งอัน หรือบด เนื้อไก่งวง กระบือสุกที่ปรุงแต่ง ข้าวกับกุ้งรมควันหรือแช่น้ำเกลือ ปลาหมึกรมควัน น้ำตาลที่เติมสารปรุงกลิ่น รส หรือสี ช็อกโกแลต คอนเฟกชันเนอรี บิสกิตหวาน วาฟเฟิล ถั่วลิสง ถั่วมีเปลือก สปาร์กลิงไวน์ เกลือ เป็นต้น
ส่วนสินค้าพวกหนัง ก็มีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่แม้จะไม่ใช่อาหารที่ต้องมีไว้กันอดตายในยามสงคราม แต่ก็มีความเกี่ยวข้องกับประเพณี และประวัติศาสตร์ที่ต้องอนุรักษ์ เรื่องนี้ก็เป็นที่รู้ดีของผู้เจรจากับญี่ปุ่นมาเป็นเวลาหลายสิบปี ที่ผู้เจรจาของไทยยกเรื่องนี้คุยกับญี่ปุ่นทีไร นอกจากจะทำให้เจ้าหน้าที่ของญี่ปุ่นวิ่งหัวชนกันแล้ว ยังหันกลับมาส่ายหัวว่าไม่ให้อีกด้วย ก็เป็นความคงทน และยืนหยัดอย่างเหนียวแน่นของเขา เรียกว่า “ไม่เป็นไม่” และ “ไม่” ในทุกระดับ ทั้งฝ่ายประจำ และฝ่ายการเมือง ไม่เหมือนคนไทยผู้รักอิสระทั้งหลาย ที่ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ วิ่งกันคนละทิศละทางอย่างกับปู เผลอๆ อาจมีผู้ที่อ้างว่ามีความคิดก้าวหน้า ที่มองเห็นช่องทางผลประโยชน์ส่วนตัว ลุกขึ้นมาเปิดโน่นเปิดนี่กันให้ยุ่งไปหมด
สินค้าหนังที่กล่าวถึงนี้ ก็มีทั้งหนังฟอก หนังเทียม และเครื่องหนัง ทั้งหนังฟอกชนิดชามัว ชนิดเพเทนต์ และเพเทนต์ลามิเนต เข็มขัด และสายสะพาย รองเท้าสกี รองเท้าแตะ ส่วนประกอบของรองเท้าช่วงที่เป็นส่วนบนของรองเท้า เป็นต้น
กรณีของประเทศไทย สินค้ากลุ่ม X หรือกลุ่มที่จะไม่นำมาเจรจาเปิดตลาดกับญี่ปุ่น มีเพียงกลุ่มเดียว คือ ยาสูบและผลิตภัณฑ์ที่ใช้แทนยาสูบ
ผู้เขียนก็ขอจบเรื่องกลุ่มสินค้าต่างๆ ลงเพียงเท่านี้ แต่ยังไม่จบเรื่อง JTEPA ยังมีเรื่องอื่นๆ ใน JTEPA อีกที่น่าสนใจ และน่าจะพูดถึงในฉบับต่อไป







