
ฮุนเซนขยายขัดแย้ง ยื้อเวลา 'มรดกโลก'
8...ทีมข่าวการเมือง
สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชากลับร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้ง หลังนายกรัฐมนตรีฮุนเซน จากกัมพูชา เปิด
“เกมรุก” เดินสายลงพื้นที่พิพาทบริเวณปราสาทพระวิหาร และพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมให้สัมภาษณ์กระทบมาถึงรัฐบาลไทยล่าสุดกับความพยายามเดินทางต่อเนื่องมายัง
“ปราสาทตาเมือนธม” อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จนสร้างความตึงเครียดในพื้นที่ทั้งกองกำลังทหารที่ประจำการในพื้นที่ และเป็นที่วิตกว่าอาจจะนำมาสู่เหตุรุนแรงในพื้นที่ชายแดนระหว่าง 2 ประเทศในที่สุดแม้สุดท้ายนายกฯ ฮุนเซน จะยกเลิกการเดินทางดังกล่าว และเดินทางกลับทันทีหลังจากเปิดที่ทำการกองพันทหารราบที่ 422 และเปิดป้ายหมู่บ้านตาเมือน แต่ยังไม่อาจทำให้ความตึงเครียดในพื้นที่หมดไป
แถมทิ้งไว้ซึ่งความสงสัย
“เบื้องหลัง” การเคลื่อนไหวเที่ยวนี้ของนายกฯ ฮุนเซน เที่ยวนี้ ไม่น่าแปลกใจกับการ “วิเคราะห์” ของสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ที่เห็นว่า “เจตนารมณ์” ที่แท้จริงของการเคลื่อนไหวของนายกฯ กัมพูชา คือการแสดงให้คณะกรรมการมรดกโลกเห็นว่า สามารถจัดการแก้ไขปัญหาได้แล้ว ซึ่งในความเป็นจริงยังไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะหากพิจารณาจากเงื่อนเวลาที่ใกล้ครบกำหนด “เส้นตาย” ที่กัมพูชาและคณะกรรมการจาก 7 ชาติ จะต้องส่งแผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารต่อที่ประชุมยูเนสโกในเดือนก.ค.นี้ ที่ประเทศบราซิลตามหนึ่งในเงื่อนไขที่กัมพูชาต้องไปจัดทำ หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 32 ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา มีมติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเมื่อเดือนก.ค. 2551จำเป็นที่นายกฯ ฮุนเซน ต้องออกมาเร่งเดินเกม
“โชว์ศักยภาพ” สู่เป้าหมายการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามที่ “กัมพูชา” พยายามผลักดันมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะ
“เงื่อนไข” สำคัญติดขัดตรงที่ “ไทย” ออกมาคัดค้านการขึ้นทะเบียนเที่ยวนี้ ด้วยเหตุผลเรื่องข้อพิพาทในพื้นที่ทับซ้อน พร้อมยืนยันจุดยืนที่จะให้ขึ้นทะเบียนร่วม 2 ประเทศ และปฏิเสธที่จะส่งตัวแทนร่วมกระบวนการจัดทำแผนบริหารจัดการกับทางกัมพูชาการเคลื่อนไหวเที่ยวนี้จึงเป็นโอกาส
“กัมพูชา” เร่งใช้เวลาที่เหลือไม่ถึง 6 เดือน ก่อนครบกำหนดส่งการบ้านออกมาสะสางปัญหา ที่จะไปขัดขวางการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก แม้จะต้องลงไป “พิสูจน์” ด้วยตัวเองในพื้นที่ว่าไม่มีความขัดแย้ง ตามที่ไทยหยิบยกมาเป็นประเด็นคัดค้านในเมื่อหากปล่อยให้ยืดเยื้อเป็นปัญหาคาราคาซังเช่นนี้ต่อไป นอกจากจะกระทบกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร จนทำให้สิ่งที่ทำมาทั้งหลายในอดีตสูญเปล่าแล้ว
อีกด้านหนึ่งยังฉุดรั้งให้คะแนนนิยมในตัวนายกฯ ฮุนเซนลดน้อยลงไป หลังการประกาศตัวเลือกข้างเพื่อนสนิท อย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ที่น่าสนใจเที่ยวนี้คือ การขยับเป้าเคลื่อนไหวมายัง
“ปราสาทตาเมือนธม” เมื่อด้านหนึ่งมองว่าเป็นการรุกคืบของกัมพูชาที่ประกาศความเป็นเจ้าของเพิ่มเติมในพื้นที่ 1 ใน 7 ปราสาทหลักร่วมกับปราสาทพระวิหาร เพื่อประโยชน์ในการจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันดังจะเห็นตั้งแต่สมัย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นรมว.ต่างประเทศ รับหน้าที่ไปเจรจากับกัมพูชา หนึ่งในเงื่อนไขที่ทางกัมพูชาระบุไว้ นอกเหนือจากการถอนทหารบริเวณปราสาทพระวิหารแล้ว กัมพูชายังกดดันให้ไทยถอนทหารจากปราสาทตาเมือนธม ยิ่งตอกย้ำมุมมองของกัมพูชาที่ให้ความสำคัญกับปราสาทตาเมือนธมตั้งแต่ครั้งนั้น
ทว่าอีกด้านหนึ่งการขยายแนวความขัดแย้งมายังปราสาทตาเมือนธม เหมือนจะเป็นไปเพื่อขยายแผลความขัดแย้งไทย
–กัมพูชา เพื่อหยิบยกเอา “ความขัดแย้ง” ไปเป็นประเด็นต่อรอง ที่ทำให้การจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่ “ล่าช้า” หรือเป็นประเด็นขอขยายเวลาการจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่ หากไม่สามารถทำได้สำเร็จทันตามกำหนดประชุมที่บราซิลในเดือนก.ค.นี้อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวเที่ยวนี้ ของนายกฯ ฮุนเซน กลับถูกโยงว่าเป็นการผนึกกำลังกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกฯ เปิดศึกนอกคู่ขนานกับศึกใน กดดันรัฐบาลไทยในจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ก่อนการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ปลายเดือนนี้ หรือเป็นไปเพื่อกู้ภาพ เรียกคะแนนนิยมของนายกฯ ฮุนเซน ที่หล่นหายไปให้ฟื้นกลับคืนมา
ย้อนไปดูรูปแบบการเดินเกมของ
“กัมพูชา” กับการต่อสู้ในประเด็นพิพาทเรื่องพื้นที่ทับซ้อนที่ผ่านมา ด้วยเทคนิคที่ทำให้ได้เปรียบไทย คือการดึงเอาสังคมโลกเข้ามามีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเวทีคณะกรรมการ มรดกโลก หรือเวทีอาเซียน ขณะที่ “ไทย” พยายามต่อสู้ด้วยการตีกรอบให้เป็นแค่เรื่อง “ทวิภาคี”นอกจากนี้
“กัมพูชา” พยายามหยิบยกดึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่เข้ามาสร้างความชอบธรรมในการประกาศความเป็นเจ้าของพื้นที่ อย่างการให้นางบันรานี ภริยา นายกฯ ฮุนเซน ไปทำพิธีบวงสรวงที่ปราสาทพระวิหาร หรือจัดงานอุปสมบทที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนต่อจากนี้คงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า
“กัมพูชา” จะงัดวิธี “กลยุทธ์” อะไรมาใช้เพิ่มเติม และรัฐบาลไทยจะรับมือได้อย่างทันท่วงทีหรือไม่






