
นักเลือกตั้งกับเกมแก้รัฐธรรมนูญ
...นายศาสตรา
ในที่สุด สส. 102 คน ก็ยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็น และความสำเร็จในการยื่นญัตติครั้งนี้ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญคือนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยที่ยังเป็นผู้มีบทบาทสูงสุดในพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ตั้งขึ้นรองรับสมาชิกพรรคชาติไทยที่ถูกยุบไป
อันที่จริงมีความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังการเลือกตั้งใหม่ๆ เมื่อต้นปี 2551 โดยสส.พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย จนเป็นเหตุให้เกิดการต่อต้านของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งบานปลายถึงขั้นยึดทำเนียบฯ และยึดสนามบินหลายแห่ง สุดท้ายคือการยึดสนามบินสุวรรณภูมิจนนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วทางการเมือง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังมีความพยายามจะแก้รัฐธรรมนูญ และมีการตั้ง
“คณะกรรมการสมานฉันท์” ขึ้น สรุปจะมีการแก้ไขใน 6 ประเด็น แต่ก็เดินหน้าไม่ได้ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ร่วมด้วยเห็นได้ชัดว่าคณะกรรมการสมานฉันท์นั้น แท้จริงเป็นเพียงความพยายามสร้างสมานฉันท์ในหมู่
“นักเลือกตั้ง” เพื่อหาทางแก้ไขกฎกติกาสำคัญของบ้านเมืองคือรัฐธรรมนูญ ให้เป็นที่พอใจของพวกพ้องตนเองเท่านั้น ไม่ได้มุ่งสร้างหรือส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎกติกาเพื่อความเจริญของบ้านเมืองการที่พรรคเพื่อไทยไม่ยอมร่วมสังฆกรรมกับการแก้ 6 ประเด็น ก็มิใช่เพราะเหตุผลเพื่อประโยชน์ของชาติ แต่ต้องการล้มรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 และให้นำปี 2540 กลับมาใช้ เพื่อเปิดช่องให้มีการนิรโทษกรรมให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
การจุดชนวนแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มีเพียง 2 มาตรา คือ มาตรา 237 เรื่องเขตเลือกตั้ง จากเขตใหญ่เป็นเขตเล็กคนเดียว ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ได้เสียของนักการเมืองโดยตรง แต่เพื่อให้ดูดีจึงพ่วงมาตรา 190 เรื่องการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ให้สามารถแก้ปัญหาความขลุกขลักจากความไม่ชัดเจนของรัฐธรรมนูญ
แม้กระแสเสียงโดยทั่วไปจะมองเห็นว่าเกมแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ยากจะสำเร็จ แต่ก็ประมาทไม่ได้ เพราะนักเลือกตั้งผู้ได้ฉายาว่า
“มังกรการเมือง” อย่างนายบรรหารนั้นเจนจัดกับเกมต่อรองในเวทีการเมืองไทยมาอย่างโชกโชน การเลือกเฉพาะเรื่องเขตเลือกตั้งมาเสนอแก้ไขย่อมเป็นไปได้ที่จะดึงเสียงจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งนักวิชาการอย่าง ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ฟันธงแล้วว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญตามนั้น พรรคเพื่อไทยจะ “กวาดเรียบ” ในภาคเหนือและภาคอีสาน เพราะการซื้อเสียงจะมีประสิทธิภาพมาก เนื่องจากเขตเล็ก “ดูแลง่าย” ยิ่งนับคะแนนที่เขตเลือกตั้ง ตามร่างแก้ไขมาตรา 3 (5) วรรคสอง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ “ขายเสียง” แล้วย่อมไม่กล้าลงคะแนนเป็นอย่างอื่นสำหรับประเด็นที่พ่วงเข้ามาในมาตรา 190 ก็สามารถดึงคะแนนสนับสนุนได้ในวงกว้าง เพราะปัญหาเรื่องนี้เห็นประจักษ์กันอยู่แล้ว วิธีการที่นายบรรหารใช้ ก็ยังเหมือนเดิม คือให้นายชุมพล ศิลปอาชา น้องชาย ซึ่งยังมีภาพลักษณ์ของความเป็นนักวิชาการหลงเหลืออยู่บ้างออกมาเป็นผู้อธิบายหลักการและเหตุผลการแก้คราวนี้
ยุทธวิธีของพี่น้องตระกูลศิลปอาชาคู่นี้ไม่ใช่ของใหม่ หลายคนคงจำได้เมื่อครั้งมีกระแสผลักดันการปฏิรูปการเมืองจนได้รัฐธรรมนูญปี 2540 หลังจาก ศ.นพ.ประเวศ วะสี เสนอแนวทางการปฏิรูปทางการเมืองต่อสาธารณะจนได้รับการขานรับอย่างกว้างขวาง พรรคชาติไทยขานรับโดยการลงโฆษณาหาเสียงเต็มหน้าในหนังสือพิมพ์ ประกาศว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลจะปฏิรูปการเมือง แต่พอได้เป็นรัฐบาลจริงๆ นายบรรหาร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ทำท่าจะเบี้ยว นพ.ประเวศ ต้องออกมาทวงถามด้วยการเขียนบทความเรื่อง
“ความเป็นมนุษย์ ครอบครัวศิลปอาชา การปฏิรูปการเมือง” ซึ่งได้รับการตอบสนองอย่างดีจาก น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา จนนายบรรหารต้องเริ่มขบวนการปฏิรูปการเมืองตามสัญญาแม้กระนั้นนายบรรหารก็ต้องการกุมอำนาจในการปฏิรูปการเมืองไว้ในมือ โดยการตั้งนายชุมพลเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองเพื่อควบคุมให้อำนาจในการเสนอพิจารณาและการตัดสินทั้งหมดอยู่ในมือนักการเมือง ซึ่งย่อมไม่มีทางจะเกิดการปฏิรูปการเมืองขึ้นได้
การปฏิรูปการเมืองจนเกิดรัฐธรรมนูญ 2540 ย่อมมิใช่เจตจำนงและผลงานของนายบรรหาร ผู้มีส่วนสำคัญในการปฏิรูปการเมืองครั้งนั้น คือ 1.ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ ผู้จุดประกายทางปัญญาเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 2.ศ.นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย และ 3.ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ประธานคณะกรรมการวิสามัญแห่งรัฐสภา ผู้นำในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบรรหารจนไม่เหลือเค้าเดิม และผู้มีบทบาทสำคัญต่อมาคือ นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญที่คุมเกมในสภาได้ดี และนายอานันท์ ปันยารชุน ที่ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างอย่างดียิ่ง จนในที่สุดก็ได้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ออกมาทั้งฉบับ เสนอให้สภาร่างรัฐธรรมนูญให้ความเห็นชอบ โดยรัฐสภามีสิทธิเพียงรับหรือไม่รับเท่านั้น ไม่มีสิทธิแก้ไขใดๆ
ครั้งนี้พี่น้องตระกูลศิลปอาชาออกมาออกโรงแก้รัฐธรรมนูญอีกแล้ว โดยออกมาลอยหน้าลอยตาอ้างหลักการเพื่อประชาชนเหมือนเคย หวังว่าประชาชนจะไม่ลืมจุดยืนและธาตุแท้ของคนพวกนี้กันง่ายๆ







