
ท้าพรรคการเมืองจำกัดถือครอง-รีดภาษีที่ดิน
หนึ่งในนโยบายที่พรรคการเมืองรณรงค์หาเสียง
หนึ่งในนโยบายที่พรรคการเมืองรณรงค์หาเสียง
จากเกษตรกรซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ คือ นโยบายที่ดิน การจัดสรรที่ทำกินให้เกษตรกร ที่ต่างพรรคหวังโกยคะแนนเสียงจากประชาชน
เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ กรรมการปฏิรูปและอนุกรรมการปฏิรูปที่ดิน ฐานทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และน้ำ ให้ความเห็นว่า ต้องการได้ยินสัญญาและการฟันธงจากปากนักการเมืองที่เป็นตัวแทนจาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ เพื่อให้ประชาชนมาช่วยกันดูว่าคำสัญญานี้จะมีการปฏิบัติจริงหรือไม่
อย่างไรก็ดี หากพรรคใดได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาล ควรมีนโยบายการแก้ปัญหาที่ดิน 3 ข้อหลักๆ คือ
1.การมีที่ทำกินไม่พอทำกิน 2.การใช้ที่ดินไม่คุ้มค่า มีการเก็งกำไร และ 3.การใช้ประโยชน์ในทางที่ไม่เหมาะสม และพรรคการเมืองมีข้อเสนออย่างไรต่อข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูป ให้มีการกระจายการถือครองที่ดิน 5 ข้อในแนวทางปฏิบัติดังนี้
1.ต้องเปิดเผยข้อมูลการถือครองที่ดิน เพื่อให้รู้ว่ามีการกระจุกตัวที่ไหนบ้าง 2.การวางแผนเรื่องการใช้ที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม 3.การจำกัดเพดานการถือครองที่ดิน ถ้าเกิน 50 ไร่ ต้องเสียภาษีอัตราก้าวหน้าเกิน 5% 4.การเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าในอัตราที่สูง คือ น้อยกว่า 10 ไร่ 0.03% ที่ดิน 1050 ไร่ 0.1% หากเกิน 50 ไร่ 5% และ 5.การตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน
“ตอนนี้ไม่ใช่แค่นักการเมืองที่ครองที่ดินไว้จำนวนมาก หัวคะแนนคนสำคัญก็เป็นนอมินีที่สำคัญ ควรจะทำให้ได้เห็นกัน และเรื่องนี้ไม่ใช่การประจาน เพราะถ้านักการเมืองคนไหนมีที่ดินมาก และยอมจำกัดการถือครอง ก็จะได้คะแนนเสียงจากประชาชน” เพิ่มศักดิ์ กล่าว
เพิ่มศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขอให้มีการแก้ไขเรื่องการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ เพราะขณะนี้มีปัญหาว่าข้อมูลที่แต่ละคนครอบครองที่ดินไว้เท่าไหร่ บางหน่วยงานราชการเปิดเผยข้อมูลไม่ได้ เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วการเปิดเผยนั้นไม่ได้ทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด
เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า การจำกัดการถือครองที่ดินในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้ในรัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เขียนไว้ในกฎหมายที่ดินชัดเจนใน เรื่องการป้องกันไม่ให้ประชาชนถือครองที่ดินเกินเพดาน โดยให้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมถือครองได้ไม่เกิน 60 ไร่ เพื่อการอยู่อาศัยไม่เกิน 5 ไร่ และเพื่ออุตสาหกรรมไม่เกิน 10 ไร่ เพื่อป้องกันไม่ให้ต่างชาติเข้ามาสะสมที่ดิน และเป็นการกระจายโอกาสการทำกิน และหากมีการถือครองที่ดินมากกว่านี้ ต้องขายคืนให้กับรัฐ หรือเวนคืน
อย่างไรก็ตาม ช่วงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ปฏิวัติจอมพล ป. และเปลี่ยนกฎหมายดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นการกีดขวางการพัฒนา และกีดกันไม่ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน และเริ่มเขียนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขึ้นมาใช้เป็นฉบับแรก จากนั้นจึงเห็นได้ชัดว่านับตั้งแต่ปี 2502-2530 เป็นต้นมา ที่ดินเริ่มตกเป็นของชาวต่างชาติ หรืออยู่ในมือของคนมีกำลังซื้อ และกลายเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ในช่วงตลอด 3040 ปีที่ผ่านมา
ดังนั้น หากพรรคการเมืองหรือนักการเมืองจริงใจในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชน ต้องมีการปฏิรูปการถือครองที่ดินอย่างจริงจัง







