
ประเทศไทยกับความสามารถในการแข่งขัน
...สมชาย สกุลสุรรัตน์
ในการจัดอันดับดัชนีความสามารถในการแข่งขันของนานาประเทศ ประจำปีพ.ศ. 25522553 รวม 134 ประเทศทั่วโลก โดยเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปรากฏว่าดัชนีความสามารถในการแข่งขันของไทยร่วงลงไป 2 อันดับ จาก 34 ลงไปที่ 36 ซึ่งเป็นการร่วงลงติดต่อกันเป็นปีที่สอง
ก่อนจะพูดเรื่องนี้ต่อไป คงต้องทำความเข้าใจว่าความสามารถในการแข่งขันคืออะไร รายงานของเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัมฉบับนี้ให้คำจำกัดความของความสามารถในการแข่งขันหรือ Competitiveness ว่าหมายถึงองค์รวมของสถาบัน นโยบาย และปัจจัยที่เป็นตัวแปรในการกำหนดระดับประสิทธิภาพในการผลิตของแต่ละประเทศ (The set of institutions, policies, and factors the determine the level of productivity of a country) และประสิทธิภาพในการผลิตคือตัวกำหนดระดับความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศอีกทอดหนึ่ง
ท่านผู้อ่านที่สนใจเรื่องนี้ลองเปิดดูรายงานของเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม ประจำปี 20092010 ชื่อ The global competitiveness index 20092010 ดูรายงานฉบับนี้น่าสนใจและวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศรวมทั้งไทยไว้ค่อนข้างตรงไปตรงมาดี
ประเด็นที่อยากเขียนถึงวันนี้ ก็คงไม่พ้นประเด็นเรื่องดัชนีความเชื่อมั่นของไทย ที่เรียกว่าน่าสนใจนั้น ไม่ได้อยู่ตรงที่ไทยถูกจัดอันดับที่เท่าไร แต่อยู่ตรงที่ถูกลดอันดับต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ที่เคยอยู่ 30 อันดับแรก จนตกลงมาอันดับที่ 36 ในปีนี้ คือถูกประเทศอื่นเบียดแซงปีละประเทศสองประเทศ ที่บอกว่าอยู่ตรงลำดับไหนไม่สำคัญนั้น เพราะถ้าเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันที่เป็นคู่แข่ง มาถึงวันนี้ทำอย่างไรก็ไม่มีทางยกอันดับให้ทันเขา เพราะคู่แข่งอันดับ 1 คือ สิงคโปร์นั้นอยู่ที่อันดับ 2 รองจากสวิตเซอร์แลนด์เพียงประเทศเดียว ฮ่องกงอยู่ที่อันดับ 11 ตามด้วยไต้หวันอันดับที่ 12 เกาหลีอันดับ 19 และมาเลเซียอันดับที่ 24 ส่วนประเทศที่ตามหลังมาก็ยังอยู่ห่างที่จะตามเราทัน ได้แก่ อินโดนีเซีย อันดับที่ 54 เวียดนามอันดับที่ 75
ฟิลิปปินส์อันดับที่ 87 และเขมรอันดับที่ 110 ตามลำดับ
เอาว่าในภูมิภาคเดียวกัน ความสามารถในการแข่งขันของเราถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากมายทำอย่างไรก็ตามเพื่อนบ้านกลุ่มแรกไม่ทัน ส่วนกลุ่มที่สองยังตามมาห่างๆ พอสบายใจได้ว่า คงไม่ถูกเพื่อนฝูงแซง ไม่ต้องไปดิ้นรนขวนขวายพยายามตามเขาให้ทันหรือทิ้งเพื่อนฝูงให้ห่างออกไป คนอยากมาลงทุนในภูมิภาคนี้คงอ่านอันดับความสามารถในการแข่งขันแนวนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
แต่ถ้าคิดแบบนี้แล้วพานไม่ทำอะไรเลยเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศคงไม่ถูกต้อง เพราะต่อไปนี้ การแข่งขันไม่ใช่แข่งกันอยู่ในระดับภูมิภาค แต่เป็นการแข่งขันระดับโลกที่ไม่มีพรมแดน ไม่มีกำแพงภาษี และไม่มีอุปสรรคกีดขวางการลงทุนและการค้าข้ามประเทศที่ไม่ใช่ภาษี (Nontax Barrier) ใครไม่พัฒนาตัวเองให้แข่งขันในระดับนี้ก็มีแต่ตามลูกเดียว
เพราะฉะนั้นปรัชญาของการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันคือ การตระหนักถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างปัจจัยหลักที่ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตของประเทศไทยสูงขึ้น เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น
แต่วิเคราะห์แนวนี้แล้วหนักใจครับ ตามรายงานฉบับนี้ องค์ประกอบหลักที่สร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยให้เข้มแข็งที่สำคัญนั้นอ่อนแอลงทุกตัว ส่วนที่ช่วยถ่วงน้ำหนักไม่ให้ตกรูดไปจนน่าเกลียดเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ขนาดของตลาดที่เกิดจากจำนวนประชากรที่ค่อนข้างใหญ่และที่ตั้งของประเทศที่เป็นศูนย์กลางในย่านเอเชียอาคเนย์
ปัจจัยที่อ่อนแอลงนั้น เวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม ระบุว่า สถาบันต่างๆ ที่มีส่วนในการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตของไทย ตั้งแต่ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐ ความเป็นอิสระของระบบยุติธรรมของไทย การใช้จ่ายภาครัฐ ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับต่ำ และร่วงลงจากเดิมทั้งสิ้น
ด้านนโยบายเศรษฐกิจ ความมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาคถูกลดลง โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยและหนี้สาธารณะ
สำหรับคุณภาพการศึกษาและสาธารณสุข ไม่น่าเชื่อว่า ความเสี่ยงจากการระบาดของโรคที่กระทบต่อภาคธุรกิจ เอดส์ ถูกจัดอันดับลงไปต่ำถึงอันดับที่ 104 นอกจากนั้นมีปัญหาการระบาดของวัณโรคและมาลาเรียซึ่งอยู่ในเกณฑ์สูงเพื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากล รายงานระบุว่า สถานการณ์ด้านสาธารณสุขของไทยน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
นอกจากนั้น คุณภาพของการศึกษาระดับสูงและการเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ของประชากรถูกปรับอันดับลดลงทุกหัวข้อ ทั้งด้านคุณภาพการศึกษาซึ่งอยู่ในอันดับที่ 67 การเข้าถึงการฝึกอบรมและการวิจัยระดับท้องถิ่นอันดับที่ 61 การเข้าถึงการใช้อินเทอร์เน็ตอันดับที่ 75 และนวัตกรรมถูกจัดอันดับค่อนข้างต่ำทุกหัวข้อ
วิเคราะห์ตามแนวนี้แล้วประเทศไทยกำลังมีปัญหาทุกด้าน ทั้งระยะสั้นและระยะยาวที่กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไม่เฉพาะปัญหาเรื่องความไร้เสถียรภาพในทางการเมืองเท่านั้น
ท่านผู้อ่านคิดดูเองก็ได้ครับว่า ถ้าเป็นไปตามที่ฝรั่งวิเคราะห์ กล่าวคือ สถาบันต่างๆ ในบ้านเมืองอ่อนแอลง ทั้งสถาบันทางการเมือง สถาบันต่างๆ ในระบบยุติธรรม อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาการเมืองซึ่งยืดเยื้อยาวนานมาเป็นเวลาหลายปีและยังไม่มีวี่แววว่าจะจบเมื่อไร และจะจบลงอย่างไร ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้อยคุณภาพ รัฐยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ทำให้เกิดความรู้สึกว่าประเทศกำลังจะรับความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อและการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยหนี้สาธารณสูงขึ้นตามรายงานฉบับนี้ ความเชื่อมั่นในการลงทุนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
ผมได้แต่หวังว่า ปัญหาเรื่องการเมืองคงเป็นปัญหาระยะสั้นและคงจะลงได้ด้วยดี ก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังเหมือนบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ที่สมัยผมหนุ่มๆ เป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา ที่อเมริกาทิ้งไว้ให้ แต่ปัจจุบันยังอยู่อันดับที่ 87 ในการจัดอันดับเที่ยวนี้ เพราะฝีมือมาร์กอสและคณะ
ส่วนปัญหาที่เป็นปัญหาระยะยาวอย่างไม่ต้องสงสัยคือ ปัญหาเรื่องการศึกษาทั้งขั้นพื้นฐานและระดับสูง ซึ่งเกี่ยวพันกับการพัฒนาการเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่ม
ในหัวข้อนี้ล้วนได้รับคะแนนจากการจัดอันดับลดลงทุกด้าน ถึงสถานการณ์ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเอาจริงเอาจัง การพัฒนาสถาบันก็ดี นโยบายก็ดี หรือปัจจัยในการผลิตอื่นๆ ก็ดี รวมทั้งการสร้างบุคลากรและแรงงานที่มีคุณภาพคงเกิดขึ้นไม่ได้
ทั้งข้อนี้ผมเห็นด้วยกับฝรั่งครับ เพราะคุณภาพของคนที่จบการศึกษาระดับปริญญาในบ้านเราเดี๋ยวนี้ดูเหมือนไม่สูงไปกว่าคนที่จบมัธยมปลายสมัยก่อน เพราะบางคนเขียนหนังสือภาษาไทยยังไม่เป็น เพราะไม่เคยถูกสอบถูกฝึกให้คิดให้เขียนอย่างเป็นระบบ
ผมว่าถึงเวลาแล้วครับที่จะต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้แบบสังคายนาทั้งระบบ ถ้าไม่อยากเห็นเด็กในโรงเรียนซื้อยาตีไม่เจ็บมากินต่อไป
ที่ว่ามาทั้งหมดนี้เพื่อความอยู่รอดของประเทศในโลกยุคใหม่ครับ ไม่ใช่เพื่อยกอันดับให้สูงขึ้นแข่งกับใครให้ท้อเมื่อเทียบกับสิงคโปร์และประมาทเมื่อเทียบกับเวียดนามหรือฟิลิปปินส์
ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองว่า ไม่ต้องให้ความสำคัญกับรายงานเชิงลบอย่างนี้ก็ได้ เพราะฝรั่งไม่รู้จริง ฝรั่งที่รู้จริงต้องเขียนเชียร์ลูกเดียวครับ







