
เงินเฟ้อ ตัวการกัดกร่อนเศรษฐกิจ ปีเสือทอง
8...ทีมข่าวการเงิน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นั่งยิ้มกริ่มเมื่อเห็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจที่สำคัญหลายตัวเริ่มขยับไปในทิศทางที่ดี ถึงกับประกาศในหลายๆ เวทีว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการส่งออกที่ดีขึ้น ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เริ่มกลับเข้ามาในไทย
เพื่อยืนยันว่าเศรษฐกิจฟื้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงถึงประมาณการเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2552 จะติดลบ 2.7% ปี 25532554 ว่า อัตราการเติบโตในปี 2553 มีแนวโน้มอยู่ที่ 3.35.3% และในปี 2554 ที่ 2.84.8%
เครื่องจักรสำคัญที่จะฉุดให้เศรษฐกิจไทยฟื้น คือ เศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ และการบริโภคภายในประเทศเริ่มกลับดีขึ้นจากการที่รัฐบาลใช้วิธีขาดดุลงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี ทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวค่อนข้างชัดเจน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เรื่องข้าวของแพงขึ้นอย่างมโหฬาร ซึ่งรวมๆ เรียกว่าอัตราเงินเฟ้อนั่นเอง
เรียกได้ว่าเงินเฟ้อจะเป็นศัตรูตัวฉกาจของเศรษฐกิจไทยในปีนี้
เรื่องนี้นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธปท. กล่าวว่า ในปี 2553 อัตราเงินเฟ้อจะสูงกว่าปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 12
การที่เงินเฟ้อใน 2 ไตรมาสนี้เร่งตัวขึ้นมากเป็นผลจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐ 5 ข้อ ซึ่งรัฐบาลต่อไปให้อีก 1 ไตรมาส หลังจากที่เลิกมาตรการเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ธปท.ยืนยันว่าไม่กังวลกับอัตราเงินเฟ้อเดือนม.ค. 2553 ที่เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.1% เพราะอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนดังกล่าวยังอยู่ที่ระดับ 0.6% ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท.ที่ตั้งไว้ที่ 0.53.0%
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวชัดเจน ตัวเลขบริโภคในประเทศก็เพิ่มขึ้นทั้งในสินค้าและปริมาณ แสดงความต้องการและกำลังซื้อผู้บริโภคมีมาก ซึ่งสาเหตุที่ทำให้กำลังซื้อฟื้นก็มาจากการส่งออกที่ดีขึ้น ทำให้ภาคการผลิตและจ้างงานดีขึ้น โดยอัตราการว่างงานเดือนพ.ย.ก็ลดลงต่ำสุดนับจากการเผชิญวิกฤต ประกอบกับรายได้ภาคเกษตรก็เพิ่มขึ้นจากราคาผลผลิต
เงินเฟ้อเดือนม.ค.เพิ่มขึ้น 4.1% สูงที่สุดในรอบ 16 เดือน มาจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่ม 3.2% มีรายการสำคัญ คือ ข้าวและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแป้ง เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ สัตว์น้ำ ผักและผลไม้ ไข่และผลิตภัณฑ์นม อาหารสำเร็จรูป รวมถึงดัชนีหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มก็ปรับเพิ่มขึ้น 4.7% ได้แก่ ยานพาหนะ น้ำมันเชื้อเพลิง กระแสไฟฟ้า น้ำประปา ค่ายาเวชภัณฑ์ และค่ารักษาพยาบาล ผลิตภัณฑ์ยาสูบ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนสินค้าที่ลดลงมีเพียงเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า หมวดการบันเทิง การศึกษา และการศาสนา
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) เดือนม.ค. 2553 ที่สูงที่สุดในรอบ 16 เดือน เพิ่มขึ้น 4.1% จากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่ม 3.2% เพราะสินค้าราคาสูงขึ้นขณะที่ดัชนีหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น 4.7% ด้วยเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ราคาสินค้าเครื่องเซ่นไหว้ในเทศกาลตรุษจีนก็เริ่มมีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะเนื้อไก่สด และเนื้อสุกร โดยราคาอาหารสดได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเดือนม.ค.ที่ผ่านมา เช่นเนื้อสุกรชำแหละเนื้อแดง สะโพก กิโลกรัมละ 120125 บาท/กก. สูงขึ้นจาก 115 บาท/กก. ไก่สดทั้งตัวรวมเครื่องในกก.ละ6566 บาท เพิ่มขึ้นจากกก.ละ 64.40 บาทเป็นต้น ขณะเดียวกันก็ยังมีผู้ผลิตอีกหลายราย เช่น แบตเตอรี่ เหล็ก ได้มาแจ้งขอปรับราคาขึ้นอีกเนื่องจากราคาวัตถุดิบสูงขึ้น
สำหรับแนวโน้มราคาสินค้าในปี 2553 สินค้าเกษตรมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น เพราะผลผลิตสินค้าลดลงกว่าที่คาดไว้ หลังได้รับความเสียหายจากการระบาดของเพลี้ยกระโดด
ส่วนกลุ่มวัสดุก่อสร้างก็ปรับสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบโลก ยกเว้นปูนซีเมนต์ที่ราคาลดลง ขนาด 50 กก. ลดจาก 135 บาท เหลือ 132 บาท ปุ๋ยขนาด 50 กก. ลดจาก 835 บาท เหลือ 827 บาท มะพร้าวขูด 1 กก. ลดจาก 32 บาท เหลือ 30 บาท สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน จะทรงตัวต่อเนื่องตลอดไตรมาสแรก
ราคาสินค้าที่พาเหรดขึ้นราคานี้ จะทำให้เงินเฟ้อขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ
ทางด้านกระทรวงพาณิชย์ผู้ดูแลรับผิดชอบเรื่องราคาสินค้าโดยตรงเลือกที่จะใช้วิธีการขอร้องผู้ประกอบการให้ชะลอการขึ้นราคาสินค้า
แต่ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลับมองว่าเรื่องการปรับราคาสินค้า ทางกระทรวงพาณิชย์จะกำหนดสินค้าควบคุมและกำกับดูแลราคาสินค้า เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐบาลและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หรือกรอ. เพื่อเห็นชอบในวันที่ 22 ก.พ.นี้ หลังภาคเอกชนมองว่าสินค้าบางชนิดถูกควบคุมราคาโดยไม่เป็นธรรม
หากดูแลอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ ข้าวของแพงแม้เศรษฐกิจฟื้นประชาชนก็ไม่ได้อะไร เพราะมีรายได้เพิ่มขึ้นก็จริง แต่ก็ต้องซื้อของแพงขึ้น ทำให้ไม่มีเงินเหลือออมอย่างแน่นอน
เมื่อมองแนวโน้มเงินเฟ้อจะเป็นตัวกัดกร่อนเศรษฐกิจในปีนี้ รมว.คลังจึงประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นในปลายปีนี้ ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมการนโยบายการเงินของธปท. ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่
และที่สำคัญ รัฐบาลไม่มีแนวคิดที่จะใช้นโยบายการเงินการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอีกแล้ว เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์
สิ่งที่ธปท.ใช้ในการดับพิษเงินเฟ้อก็คือนโยบายดอกเบี้ย หากราคาสินค้ายังพุ่งขึ้นไม่หยุด คงหนีไม่พ้นดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน







