
ตร.หญิงปราบจลาจล ดอกไม้เหล็กสยบม็อบ
โดย..กันติพิชญ์ ใจบุญ
โดย..กันติพิชญ์ ใจบุญ
การประท้วงต่างๆ นานา เจ้าหน้าที่ตำรวจคือด่านแรกที่ต้องเข้าไปควบคุมดูแล ไม่ให้การชุมนุมลุกลามบานปลายกลายเป็นโศกนาฏกรรม
เราจะเห็นการกระทบกระทั่งกันของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กับผู้ชุมนุมอยู่บ่อยครั้งจนหัวร้างข้างแตก หนักสุดก็ถึงขั้นบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตก็เคยมี
มาระยะหลังผู้ชุมนุมพลิกแพลง ใช้ผู้หญิง เด็ก และคนชรา มาเป็นด่านหน้าเพื่อป้องกันต่อกรกับเจ้าหน้าที่เข้ามาจับกุม จนบางครั้งเจ้าหน้าที่เสียเองก็ถูกกล่าวหาจากผู้ชุมนุมว่า ลามปามไปจับหน้าอกหน้าใจ หรือของต้องห้าม ทำให้ตำรวจเองก็ต้องหามาตรการมาป้องกันตัวเอง
การใช้ตำรวจหญิงเข้ามาช่วยอีกแรงก็เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่ถือว่าใช้ได้ผลพอสมควรเมื่อผู้ชุมนุมใช้ผู้หญิงเป็นโล่กำบัง ตำรวจหญิงเข้าไปจัดการ จนกลายเป็นว่าการประท้วงหรือการชุมนุมในปัจจุบันนี้ก็ต้องมีตำรวจหญิงมาประจำการพร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ไม่ต่างไปจากตำรวจชายอกสามศอก
ชุดตำรวจหญิงก็ต้องเหมือนตำรวจชายทุกอย่าง ต้องทะมัดทะแมง แต่การจับกุมจะแตกต่างกันออกไป แต่โดยรวมตำรวจหญิงที่ต้องตะลุยม็อบ หรือการประท้วง ปัจจุบันอยู่ในสังกัดกองกำกับการอารักขาและควบคุมฝูงชน กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ (บก.อคฝ.) ที่มี พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง เป็นผู้บังคับบัญชา
เรามาทำความรู้จักตำรวจหญิงให้มากกว่านี้กันสักหน่อย พล.ต.ต.สมพงษ์ บอกว่า ตำรวจ อคฝ.หญิง หรือเรียกอีกชื่อก็คือ ตำรวจหญิงปราบจลาจล เกิดมาจากสถานการณ์บ้านเมืองมีการชุมนุมประท้วงกันมาก และผู้ชุมนุมเริ่มใช้เด็กสตรี เข้ามาเป็นโล่มนุษย์ ทำให้ตำรวจชายอกสามศอกต้องทำงานลำบาก บางครั้งเข้าไปควบคุมก็ถูกกล่าวหาว่าทำรุนแรง บางทีไปจับตัวแล้วพลาดไปโดนจุดอื่น จะกลายเป็นเรื่องขึ้นมา ตำรวจหญิงปราบจลาจลจึงต้องเข้ามามีบทบาท
“การคัดเลือกจะเริ่มจากคัดเลือกผู้หญิงที่มีใจรักประชาชน ต้องการทำงานเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จริงๆ กระทั่งได้ตำรวจหญิงปราบจลาจลรุ่นแรกออกมา มีอยู่ทั้งสิ้น 95 พล จำนวน 1 กองร้อย ขณะนี้ทั้งหมดถูกกระจายไปปฏิบัติงานยังจุดต่างๆ ที่เน้นเป็นพิเศษก็คือบริเวณทำเนียบรัฐบาล ที่จะต้องสับเปลี่ยนมาดูแลกันทั้งหมด แต่ก็มีบางแห่งที่ต้องเอากำลังของตำรวจหญิงปราบจลาจลเข้าไปดูแลพื้นที่ ทั้งของคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดง”
การปฏิบัติงานจะเน้นไปที่การดูแลความเรียบร้อยของผู้ชุมนุม การรักษาความปลอดภัย จะไม่เน้นการจลาจลตามชื่อ แต่เน้นความนุ่มนวลเป็นหลักมากกว่า เพื่อให้ภาพออกมานุ่มนวลและไม่รุนแรงกับประชาชนอย่างเด็ดขาด (หากไม่จำเป็น) การปฏิบัติงานก็ต้องเน้นความคล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง แต่จังหวะทีเด็ดทีขาดก็ต้องเอาเรื่องไม่แพ้ตำรวจชาย
สำหรับหลักสูตรในการฝึกจะใช้เช่นเดียวกับตำรวจปราบจลาจลชายทุกอย่าง คือ ฝึกการเรียนรู้ 1 เดือน และฝึกชัยยะ คือ การฝึกการดำรงชีพในป่า การเอาตัวรอด การต่อสู้ด้วยมือเปล่า ฯลฯ อีก 3 เดือน จึงถือว่าจบหลักสูตร
“การปฏิบัติงานต่อหน้าฝูงชน ก็จะตรึงกำลังไว้ควบคุม รวมถึงช่วยงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในด้านอื่นๆ การปฏิบัติก็ต้องนึกถึงหลักมนุษยธรรมเป็นหลักตามสูตรสากลทุกอย่าง ปฏิบัติจากน้อยไปหามากในการควบคุมฝูงชน รวมถึงช่วยงานด้านการให้ความรู้ เพราะตำรวจหญิงที่ปราบจลาจลก็มีความรู้ในด้านที่หลากหลาย สอนหนังสือเด็กก็ได้ งานธุรการก็ทำเป็น แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีบทบู๊สักเท่าไหร่ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะอยากให้การทำงานมีความราบรื่น แต่ตำรวจหญิงก็ไม่ได้หมูนะครับ อ่อนนอกแข็งใน เรียกว่าดอกไม้เหล็กก็ย่อมได้” พล.ต.ต.สมพงษ์ เล่าให้ฟัง
“น้องจุ๊บแจง” ส.ต.ต.หญิง ขวัญชนก ฐิติเกียรติไพศาล นิสิตสาวดีกรีนิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในวัย 24 ปี ที่รับบทบาทเป็นตำรวจหญิงปราบจลาจล เล่าถึงการทำงานในบทบาทของตำรวจให้ฟังว่า ตั้งแต่เรียนจบมาก็ไปเป็นนิติกรอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นทราบมาว่าทาง บก.อคฝ.รับสมัครตำรวจ ด้วยความที่ต้องการเข้ามาเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตั้งแต่เด็กๆ จึงตัดสินใจสมัครสอบทันที และก็สมหวังได้เป็นตำรวจหญิงตามตั้งใจ
“พ่อแม่ก็เป็นตำรวจค่ะ เห็นมาแต่เด็กแล้ว อีกอย่างหัวใจต้องการรับใช้สังคมและประเทศชาติ บวกกับสไตล์ของตัวเองที่ไม่ชอบงานออฟฟิศ ต้องการลุยๆ มากกว่า การเข้ามาเป็นตำรวจปราบจลาจลก็สามารถตอบโจทย์ความต้องการในอาชีพได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่รับราชการมาเกือบ 1 ปี ก็ถือว่าได้ปฏิบัติงานในหลายๆ รูปแบบ แต่ส่วนใหญ่ตำรวจปราบจลาจลหญิงทั้งหมดจะผลัดเปลี่ยนกันดูแลทำเนียบรัฐบาล เพราะขณะนี้ยังมีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อเหลืองอยู่...
เราก็ต้องทำงานทั้งการเผชิญหน้า ดูแลความปลอดภัยทั้งตัวบุคคลและอาคารสถานที่ใกล้เคียง รวมถึงมีการช่วยงานด้านปราบปรามของหน่วยอื่นๆ ด้วย เช่น ออกไปตรวจค้นจับกุมยาเสพติด ซึ่งลุยดี ชอบค่ะ” ส.ต.ต.หญิง ขวัญชนก กล่าว
จากประสบการณ์การทำงานของเธอก็มีเรื่องแปลกๆ มาเล่าให้กันฟังอีกด้วย
“มีอยู่วันหนึ่งจุ๊บแจงเข้าเวรในช่วงกลางคืนที่ทำเนียบค่ะ จู่ๆ ก็มีคนเมาเข็นรถเด็กทารกมา แล้วก็มาบอกว่า ผมขอฝากลูกไว้หน่อย ผมเมา เลี้ยงไม่ไหว แล้วเขาก็เดินไปนอนที่ศาลาใกล้ๆ ทันที งงมากค่ะ แต่ก็ต้องเลี้ยงลูกไว้ให้ เลี้ยงไว้ทั้งคืน ทั้งพาไปนอน เปลี่ยนผ้าอ้อม ทำความสะอาดต่างๆ กระทั่งเช้า เมื่อพ่อเขาหายเมาก็มาเอาลูกคืนไป และจากไปโดยไม่พูดจาสักคำ” เธอเล่าอย่างอารมณ์ดี
สาวยุคใหม่ที่อยากจะก้าวเข้ามาเป็นตำรวจหญิง อย่างแรกต้องมีใจรักที่จะรับใช้สังคมจริงๆ เพราะถือเป็นงานที่หนักและเสี่ยงอันตราย แต่ทั้งหมดก็ดำรงไว้ด้วยเกียรติ ศักดิ์ศรีความเป็นตำรวจของไทยไม่น้อยไปกว่าตำรวจชาย เห็นไหมละหญิงและชายมีความเท่าเทียมกัน ผู้ชายเป็นตำรวจได้ ผู้หญิงก็เป็นตำรวจได้ อีกทั้งยังเป็นตำรวจปราบจลาจลเสียด้วย !!!







