
ดอกเบี้ยนโยบาย 3%เงินเฟ้อดับ-ธุรกิจเดี้ยง
โดย...ทีมข่าวการเงิน
โดย...ทีมข่าวการเงิน
วันที่ 1 มิ.ย.นี้ จะรู้แล้วว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกรอบหรือไม่ หลังจากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยติดกัน 0.25% ถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2535 ยาวจนกระทั่งครั้งล่าสุด 20 เม.ย. 2554 ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นมาอยู่ที่ 2.75%
ตลาดเงินคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่า รอบนี้ กนง.จะไม่พลาดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง เนื่องจากยังมีแรงส่งจากอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งหากครั้งนี้ กนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 3%
ตรรก บุนนาค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เชื่อว่า กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้อีกครั้ง และจะส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยตาม
เนื่องจากดอกเบี้ยนโยบายเป็นหนึ่งในปัจจัยชี้นำตลาด โดยเฉพาะผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเท่ากับว่าหากธนาคารไม่ขยับดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้นก็จะทำให้สูญเสียลูกค้า
“ฉะนั้น ธนาคารก็ต้องขยับดอกเบี้ย และหากปรับดอกเบี้ยเงินฝาก ก็ต้องขยับดอกเบี้ยเงินกู้ เพราะต้นทุนของธนาคารเพิ่มขึ้น” ตรรก ระบุ
ทุกครั้งที่ผ่านมาเมื่อ กนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ก็จะปรับขึ้นดอกเบี้ย ทั้งเงินกู้และเงินฝากพร้อมๆ กัน แต่เนื่องจากระหว่างทางก่อนจะถึงการประชุม กนง.ในวันนี้ ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งก็ออกเงินฝากพิเศษ ซึ่งเกิดจากการแข่งขัน เท่ากับต้นทุนได้ปรับเพิ่มขึ้นแล้ว ฉะนั้นครั้งนี้หาก กนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ย ก็น่าทำให้ธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ตาม และคาดว่าจะไม่เกิน 0.25%
ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากก็ต้องปรับขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วย
สำหรับต้นทุนของผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางนั้น มีการคาดการณ์กันว่า ปีนี้ทั้งปีผู้ประกอบการจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 11.5% จากการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ แต่ลูกค้าคงไม่ถึงกับเกิดภาวะช็อกตลาด เพราะที่ผ่านมาก็ค่อยๆ ขยับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้กันมาบ้างแล้ว
ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากปัจจัยต่างๆ ไปในทิศทางที่ดีขึ้น ผนวกกับสถานการณ์การเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ผ่านไปได้ด้วยความราบรื่น เศรษฐกิจในภาพรวมทั้งปีนี้ก็น่าจะยังสามารถรักษา “โมเมนตัม” การขยายตัวไว้ได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยเอื้อให้ กนง. น่าจะยังสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับที่เป็นปกติได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 12 เดือนข้างหน้าเป็นอย่างน้อย
วัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในรอบที่ผ่านมา ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายค่อนข้างเร็ว ด้วยขนาดและระยะเวลาที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับตัวขึ้นประมาณ 1.5% ซึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้การติดลบของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงดีขึ้น
โดยคิดจากดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน หักด้วยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในอีก 12 เดือนข้างหน้ากลายเป็นบวก ไม่ใช่ลบอย่างทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือจากการคาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อที่ยังมีโอกาสปรับขึ้น และยังน่าจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงหลุดไม่พ้น “หลุมดำ” ติดลบต่อเนื่อง ซึ่ง กนง.ได้พิจารณาประเด็นนี้ประกอบในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยด้วย
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า หากเศรษฐกิจยังสามารถรักษาโมเมนตัมการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง คาดว่า กนง.ก็จะยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลความเสี่ยงเงินเฟ้อ รวมทั้งเพื่อให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงติดลบน้อยลง ซึ่งก็จะเป็นการดำเนินการเพื่อป้องกันความไม่สมดุลที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย
ก่อนหน้านี้ ธปท.ประมาณการว่า มีโอกาสประมาณ 39% และ 68% ที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ในระดับสูงกว่า 3% ในไตรมาส 3 และ 4 และมีโอกาสประมาณ 31% และ 49% ที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในระดับสูงกว่า 5% ในไตรมาส 3 และ 4
“จากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจะเป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุนให้ กนง.มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้” ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ผลสำรวจของ ธปท. ระบุว่า ต้นทุนทางการเงิน เฉพาะดอกเบี้ยจ่าย ต่อต้นทุนรวมของภาคธุรกิจอยู่ที่ 35%
ขณะที่การคำนวณภาระดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทเอกชนจากงบการเงินปี 2553 พบว่า สัดส่วนภาระดอกเบี้ยจ่ายอยู่ที่ประมาณ 10% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรวม ซึ่งไม่รวมต้นทุนขายและบริการ
แต่หากคำนวณภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อต้นทุนขายและบริการรวม จะมีสัดส่วนลดลงเหลือเพียงประมาณ 1% เท่านั้น
หากประเมินในลักษณะอนุรักษนิยมที่เลือกใช้สัดส่วนภาระดอกเบี้ยจ่ายค่อนข้างสูงที่ 10% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จะพบว่าต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) อีกประมาณ 0.60.7% จากสิ้นปี 2553 อาจมีผลให้ต้นทุนธุรกิจขยับขึ้นประมาณ 11.1%
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนทางการเงินมีผลกระทบต่อธุรกิจน้อยกว่าต้นทุนการประกอบการด้านอื่นๆ เช่น ต้นทุนวัตถุดิบ รวมถึงต้นทุนด้านค่าแรงที่ปรับขึ้นมาแล้วประมาณ 5% นับจากสิ้นปีก่อน ซึ่งต้นทุนค่าจ้างแรงงานต่อต้นทุนการผลิตทั้งหมด ได้รับการประเมินว่าสูงถึง 20-30% ในกรณีของธุรกิจเอสเอ็มอี และ 89% ในกรณีของธุรกิจขนาดใหญ่
ดังนั้น หากดอกเบี้ยเงินกู้จ่อขยับขึ้นอีกรอบ ก็เท่ากับต้นทุนทางธุรกิจก็กระโดดขึ้นอีก ซึ่งครั้งนี้มีแนวโน้มสูงที่ผู้ประกอบการต้องปาดเหงื่อ เพราะดอกเบี้ยเงินกู้ “นอนมา” แล้วว่าอย่างไรก็ต้องปรับขึ้น







