posttoday
หมดเวลานั่งงอมือ อีก 20 ปียุออดอยากมาเยือน

หมดเวลานั่งงอมือ อีก 20 ปียุออดอยากมาเยือน

01 มิถุนายน 2554

เมื่อปี 2543 สหประชาชาติ (UN) ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาอย่างทัดเทียมกันทั่วโลก

เมื่อปี 2543 สหประชาชาติ (UN) ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาอย่างทัดเทียมกันทั่วโลก

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เมื่อปี 2543 สหประชาชาติ (UN) ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาอย่างทัดเทียมกันทั่วโลก หรือเป้า Millennium Development Goals ตามการเริ่มต้นสหัสวรรษใหม่ โดยมีเป้าหมายให้ประเทศกำลังพัฒนาหลุดพ้นจากความยากจนภายในปี 2558

หมดเวลานั่งงอมือ อีก 20 ปียุออดอยากมาเยือน

การที่จะหลุดพ้นจากความยากจนได้ จะต้องมีความมั่นคงด้านอาหาร

แต่เป้าหมายดังกล่าวส่อเค้าจะไปไม่ตลอดรอดฝั่งเสียแล้ว เพราะนอกจากชาวโลกจะเริ่มลืมไปแล้วว่า เคยมี “เป้าหมายอันทะเยอทะยาน” ดังกล่าว พื้นฐานเศรษฐกิจในระดับปากท้องของชาวโลกยังสั่นคลอนอย่างรุนแรง

ในช่วงวิกฤตอาหารแพงปี 2550-2551 ทั้งสหประชาชาติและธนาคารโลก (World Bank) พยายามปลุกกระแสดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับระดับหนึ่ง โดยเวทีการประชุมระดับโลกเริ่มมีการหยิบยกประเด็นความมั่นคงด้านอาหารมาหารือกัน

ที่ประชุม G8 เคยผลักดันประเด็นความมั่นคงด้านอาหารในการประชุมสุดยอดที่อิตาลีเมื่อปี 2552 ได้ผ่านความเห็นชอบที่ทุ่มงบประมาณร่วมกันถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อริเริ่มในมาตรการเพื่อความมั่นคงด้านปากท้องของชาวโลกอย่างจริงจัง

นั่นเป็นปีสุดท้ายที่มหาอำนาจโลกหารือกันอย่างจริงจังจนผ่านมาตรการที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับปัญหานี้

มิหนำซ้ำองค์กรด้านการกุศลและองค์กรพัฒนาเอกชนยังตั้งข้อสงสัยในความตั้งใจจริงของ G8 เพราะไม่ปรากฏองค์กรและหน่วยงานที่ตอบสนองการริเริ่มของที่ประชุม อีกทั้งที่ผ่านมาการตั้งงบประมาณบนหน้ากระดาษสรุปการประชุมมักอยู่ไม่ยืด เพราะสมาชิกมักโยกงบประมาณไปใช้ในด้านอื่น โดยอ้างว่าเป็นวาระฉุกเฉินมากกว่า

การทำทีเป็นจริงจังกับปัญหาราคาอาหาร จึงเป็นการโหนกระแสโดยแท้

แม้จะมีการชูประเด็นความมั่นคงด้านอาหาร แต่จนแล้วจนรอด ปัญหาปากท้องของชาวโลก ไม่เคยเป็น “ความมั่นคง” จริงๆ จังเสียที ในสายตาประเทศหลักๆ ของโลก 7 ประเทศ (G7) 8 ประเทศ (G8) หรือ 20 ประเทศ (G20)

ความมั่นคงในทัศนะของประเทศมหาอำนาจ คือสงครามต่อต้านการก่อการร้าย และสงครามซ่อนรูปหรือสงครามตัวแทน เพื่อหวังแย่งชิงทรัพยากร

จะเห็นได้ว่า การประชุม G8 ที่ฝรั่งเศสที่เพิ่งผ่านพ้นไป ที่ประชุมไม่ได้เอ่ยถึงความมั่นคงด้านอาหารเลยแม้แต่น้อย แต่ไพล่ไปถกเถียงกันในประเด็นความวุ่นวายในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นขุมพลังงานของประเทศเหล่านี้

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังกระเสือกกระสนฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา น้ำมันย่อมมีค่าควรแก่การเป็นห่วงเป็นใยมากกว่าราคาอาหาร แม้แต่ประเทศที่ราคาอาหารเคยแพงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ยังเสียเวลาเถียงกันไม่หยุดหย่อนเรื่องตรึงราคาน้ำมัน

แท้จริงแล้ว “ความมั่นคงด้านอาหาร” ไม่ใช่โวหารสวยหรูในวาระการประชุมระดับโลก แต่เป็นความจริงที่น่ากลัวอย่างยิ่ง เพราะแม้แต่ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก ยังไม่อาจรอดพ้นจากยุคข้าวยากหมากแพงไปได้

ล่าสุด Oxfam องค์กรเพื่อการกุศล ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกับสหประชาชาติ ในการลดความยากจนทั่วโลก เตือนว่าราคาอาหารอาจพุ่งขึ้นมาถึง 2 เท่า ภายในปี 2573 หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 120180%

ปัจจัยที่มีส่วนทำให้ราคาอาหารแพง ครึ่งหนึ่งนั้นเป็นผลมาจากสภาพอากาศโลกวิปริต

ไม่ใช่แต่ปัญหาโลกร้อนเท่านั้นที่ทำให้ราคาอาหารแพงขึ้น แต่ต้นเหตุการผลิตด้านอื่นยังมีส่วนด้วยไม่น้อยเช่นกัน

Oxfam รายงานว่า เฉพาะเดือน เม.ย.ปีนี้ ราคาอาหารพุ่งขึ้นมาถึง 36% เนื่องจากวิกฤตการในโลกอาหรับ แต่มูลเหตุที่แท้จริงเพราะราคาน้ำมันที่แพงขึ้น เพิ่มต้นทุนด้านการผลิตและการขนส่งอาหาร

ต้นทุนส่วนที่เพิ่มขึ้นจากประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะเทียบกันไม่ติดกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประเทศผู้ผลิตอาหารโดยตรง หากพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายอย่างย่อยยับจากภัยธรรมชาติ

ออสเตรเลียซึ่งประสบกับวิกฤตการณ์ลานินญาช่วงต้นปี ก่อให้เกิดน้ำท่วมหนักในรัฐควีนส์แลนด์ ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกอ้อยที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ความเสียหายที่เกิดกับไร่อ้อยสุดลูกหูลูกตาที่ต้องจมใต้บาดาล ยังผลให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 30 ปี

จีนพบกับภาวะแห้งแล้งยืดเยื้อตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ยังผลให้ราคาข้าวโพดถีบตัวขึ้นมาถึง 80% ในช่วงเวลาเพียงปีเดียว ซึ่งแม้จะเป็นปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศ แต่การที่จีนกลายเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจโลก และเป็นประเทศที่บริโภคอาหารมากที่สุด ปัญหาราคาอาหารแพงของจีนย่อมกระทบต่อชาวโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งสองประเทศเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของผลจากภาวะอากาศโลกแปรปรวนต่อการผลิตอาหารป้อนปากท้องชาวโลก

แม้ว่าทุกวันนี้มนุษย์จะมีความสามารถในการเอาชนะธรรมชาติ ด้วยเทคโนโลยีด้านชลประทาน และการควบคุมสภาพอากาศในระดับหนึ่ง แต่มนุษย์ยังมีข้อจำกัดในเรื่องนี้ อีกทั้งธรรมชาติยังมีกลไกที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ ทำให้แม้แต่ประเทศที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุด ยังตกเป็นเหยื่อการตอบโต้จากธรรมชาติอย่างไม่ทันตั้งตัว

ออสเตรเลียและจีนเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการควบคุมธรรมชาติในระดับที่สูงมาก โดยเฉพาะจีนที่สามารถสร้างเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกกั้นแม่น้ำแยงซี แม่น้ำที่ขึ้นชื่อว่าก่อให้เกิดภัยน้ำท่วมที่โหดร้ายที่สุดสายหนึ่ง

สุดท้ายแล้ว ทั้งจีนและออสเตรเลียต้องยอมสยบต่อพลังธรรมชาติ หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติที่ถูกมนุษย์ปู้ยี่ปู้ยำครั้งแล้วครั้งเล่า จนกลายสภาพเป็น “สภาวะอากาศโลกแปรปรวน”

ยังมีประเทศที่ยังต้องพึ่งเมตตาของฟ้าฝน โดยที่ไม่อาจบงการธรรมชาติได้เท่ากับประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในแอฟริกา และบางส่วนอยู่ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ยังต้องพึ่งพาเมตตาของดินฟ้าอากาศในแต่ละปี ทั้งภาครัฐและภาคการเกษตรต้องตั้งตาคอยว่า ฤดูมรสุมจะมาตรงกับกำหนดการหว่านไถหรือไม่

ในปีนี้อินเดียเริ่มวิตกไปทุกหัวระแหง เพราะฤดูมรสุมที่คาดกันว่าจะมาตามกำหนดเหมือนช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเริ่มแสดงอาการ “เบี้ยว” เหมือนปี 2550-2551 ซึ่งเป็นปีที่ภาคการเกษตรของอินเดียวิบัติที่สุดปีหนึ่ง

อินเดียเป็นตัวแทนของประเทศส่วนใหญ่ในโลกที่ยังต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝน แถมยังต้องแบกรับความแปรปรวนของสภาพอากาศโลก ทั้งหมดล้วนแต่อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

ที่น่ากังวลประเทศผู้ผลิตอาหารรายหลักของโลกยังเป็นประเทศในข่ายนี้ จะเห็นได้ว่า 9 ใน 10 ประเทศผู้ผลิตข้าวมากที่สุดในโลกอยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ หรือประเทศกำลังพัฒนา และ 5 ใน 10 ประเทศผู้ผลิตข้าวสาลีอยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่เช่นกัน

ผู้ผลิตข้าวโพด 6 ใน 10 ประเทศมาจากกลุ่มกำลังพัฒนา 7 ใน 10 ประเทศผู้ผลิตถั่วเหลืองมาจากกลุ่มเดียวกัน และอีก 7 ใน 10 ประเทศผู้ผลิตน้ำตาลอยู่ในเอเชียและละตินอเมริกา

จะเห็นได้ว่าสินค้าโภคภัณฑ์อันเป็นอาหารหลักของชาวโลกอยู่ในเขตที่ยากจนและเปราะบางทางการเมืองที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะปากีสถานประเทศผู้ผลิตข้าวเจ้าและข้าวสาลีระดับท็อป 10 ของโลก กลายเป็นแดนมิคสัญญีเพราะสงครามต่อต้านการก่อการร้าย

ในเมื่อเป้า Millennium Development Goals ส่อสัญญาณของความล้มเหลว ทางเลือกที่เหลืออยู่คือการทำตามข้อเสนอของ Oxfam และองค์กรเอกชนทั่วโลก

รัฐบาลประเทศมหาอำนาจจะต้องเป็นแกนนำ ประเด็นความมั่นคงด้านอาหารด้วยอย่างจริงจังและจริงใจเสียที ในฐานะที่เป็นกลุ่มที่ผลาญทรัพยากรโลกมากที่สุด จนทำให้ราคาอาหารแพงขึ้นโดยถ้วนหน้า กลายเป็นภาระร่วมกันของชาวโลกอย่างปราศจากความเท่าเทียม

วันนี้และในอนาคตข้างหน้า ความมั่นคงของชาวโลกไม่ได้อยู่กลางสมรภูมิอีกต่อไป แต่อยู่ที่ปากท้องของมนุษย์ทุกคน  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท