
ฉะพรรคร่วมสมคบโกง
ท้าเปิดโฉมนายทุนการเมืองโพลให้เพื่อไทยนำปาร์ตี้ลิสต์
ท้าเปิดโฉมนายทุนการเมืองโพลให้เพื่อไทยนำปาร์ตี้ลิสต์
นักวิชาการแฉรัฐบาลผสมรวมหัวกันโกงจากโครงการของรัฐแต่ละกระทรวง
นายชัยอนันต์ สมุทวณิช ราชบัณฑิต กล่าวปาฐกถาในหัวข้อขุมทรัพย์พรรคการเมืองว่า พรรคการเมืองไทยทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์มุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ โดยพรรคการเมืองปัจจุบันเข้ามาหาผลประโยชน์จากงบประมาณ โดยในอดีตจะหากินกันจากค่าคอมมิชชันเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่มากเท่ากับปัจจุบันที่เป็นการสมคบกันของพรรคร่วมรัฐบาลไปจัดทำโครงการเพื่อหากินแบ่งกันคุมกระทรวงต่างๆ แล้วอ้างว่า ประชาชนเลือกตั้งเข้ามา
“พรรคการเมืองมีหน้าที่อย่างเดียวคือ รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง แล้วมุ่งแต่ว่า ใครไปดูแลอะไรเข้าไปแบ่งสันปันส่วนกันในกระทรวงต่างๆ หัวหน้ารัฐบาลถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่า เมื่อให้พรรคอื่นไปดูกระทรวงใด ตัวเองก็ไม่มีสิทธิไปควบคุมดูแล เป็นสาเหตุให้ประชาชนไม่พอใจประชาธิปัตย์เหมือนในขณะนี้” นายชัยอนันต์ กล่าว
นายชัยอนันต์ กล่าวด้วยว่า ปัญหาคอร์รัปชันถูกมองว่าเป็นการกินงบประมาณแผ่นดินที่ไม่มีใครรู้สึกเป็นเจ้าของ ซึ่งพรรคการเมืองจะหาเงินได้ 2 ทาง 1.หัวหน้าพรรคทำคนเดียวเป็นคนจัดการตั้งรัฐมนตรีให้ไปทำหน้าที่ในลักษณะแค่นั่งเก้าอี้อย่างเดียว นอกนั้นหัวหน้าพรรคเป็นผู้จัดการคนเดียว ในเรื่องนี้มีเพื่อนเป็นรัฐมนตรีมีหนี้ 100 ล้านบาท ไปเป็นรัฐมนตรีหัวหน้าพรรคจัดการหนี้ให้หมดไปได้
2.เป็นการช่วยกันหากินแล้วมาแบ่งสรรกันว่า ใครสมควรจะได้อะไร โดยสร้างภาพหัวหน้าพรรคให้เป็นคนดี แต่ให้ลูกพรรคแสวงหาผลประโยชน์ จึงต้องการเสนอให้ไปยึดทรัพย์บุคคลที่พบข้อพิรุธก่อน หากพิสูจน์ได้แล้วค่อยคืน
ด้าน นางนวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การทำฐานข้อมูลและเปิดเผยข้อมูลผู้บริจาคเงินให้พรรคการเมืองต่อสาธารณะจะสามารถต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันได้ หากทราบข้อมูลผู้บริจาคและยอดเงินบริจาคจะทราบว่าบุคคลนั้นมีความเกี่ยวโยงกับนักการเมืองอย่างไร
ทั้งนี้ ประชาชนต้องติดตามนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เงินกู้ และโครงการประชานิยม
ขณะที่สวนดุสิตโพล มหา วิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 4,694 คน จากทั่วประเทศ เรื่องประชาชนกับการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ เป็นการสำรวจเพื่อเปรียบเทียบความนิยมของประชาชนต่อพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์
อย่างไรก็ดี ประชาชน 43.16% จะเลือกพรรคเพื่อไทย ส่วน 37.45% จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีผู้ที่ระบุว่ายังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองใด 7.08%







