
กลยุทธ์แก๊งทุบกระจก ฝันร้ายคนมีรถยนต์
ความหวาดวิตกยังคงอบอวลอยู่ในจิตใจของผู้ใช้รถใช้ถนน ยามที่ต้องจอดพาหนะคู่กายไปทำธุระจิปาถะ
ความหวาดวิตกยังคงอบอวลอยู่ในจิตใจของผู้ใช้รถใช้ถนน ยามที่ต้องจอดพาหนะคู่กายไปทำธุระจิปาถะ
แม้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม นั่นเป็นเพราะ “แก๊งทุบกระจกรถ” ที่ตระเวนฉกทรัพย์สินมีค่ากำลังออกหากินอย่างดุเดือดริมถนนสาธารณะ แม้แต่เจ้าของรถเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก็ไม่มีเว้น
ไม่เชื่อก็ต้องลองถาม พ.ต.ท.อภิปรัชญ์ พัฒนาดี รองผู้กำกับการ 1 ยอดเสือนักสืบแห่งกองบังคับการปราบปราม แม้เขาจะคร่ำหวอดอยู่กับการคลี่คลายคดีอาชญากรรม แต่เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา เขากลายเป็นเหยื่อของแก๊งนี้อย่างไม่น่าเชื่อขณะจอดรถเมอร์เซเดสเบนซ์ อยู่ภายในนวมินทร์ ซิตี อเวนิว มอลล์เล็กๆ ริมถนนเกษตรนวมินทร์ ทำให้เขาสูญเสียทรัพย์สินไปถึง 33 รายการ ไม่ว่าจะเป็น นาฬิกาโรเล็กซ์ สร้อยคอทองคำ พระเลี่ยมทอง ฯลฯ มูลค่ารวมกว่า 4 ล้านบาท
“ผมไปจอดรถราว 4 ทุ่ม ลงไปซื้อของไม่ถึงชั่วโมง กลับมาก็พบว่ารถถูกทุบ ไม่น่าเชื่อเพราะผมเลือกจอดรถในที่สว่างมากไม่ได้มืด มีสปอตไลต์ส่อง เพื่อป้องกันรถอยู่แล้ว และจอดรถห่างจากร้านแมคโดนัลด์แค่ 20 เมตร ในร้านก็มีคนอยู่เยอะมันยังกล้าลงมือ” พ.ต.ท.อภิปรัชญ์ เล่าให้ฟังถึงสภาพตอนนั้น
แต่ก็นับว่าเป็นโชคดีของ พ.ต.ท.อภิปรัชญ์ เมื่อ “หน่วยโรบินฮู้ด” ซึ่งเป็นหน่วยสืบสวนติดตามทรัพย์สินสูญหายจากการโจรกรรมของกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม สามารถติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุกับรถของเขาได้ เป็น 3 ผู้ต้องหาพ่อลูก ประกอบด้วย โชติวรรธน์ กลิ่นเกลี้ยง อายุ 34 ปี บดินทร์ภัทร์ กลิ่นเกลี้ยง อายุ 31 ปี และ จ.ส.อ.สมพงษ์ กลิ่นเกลี้ยง อายุ 71 ปี พี่ชายของ “ดามพ์ ดัสกร” อดีตดาวร้ายชื่อดัง ทั้งหมดรู้จักกันดีในนามของ “แก๊งไฮโซ”
การจับกุมครั้งนั้นพบว่า เป็นการทลายแก๊งทุบรถฉกทรัพย์ขนาดใหญ่แก๊งหนึ่งไว้ได้ ตำรวจยึดของกลางเป็นเงินสดได้มากถึง 5.6 แสนบาท พร้อมด้วย พระเลี่ยมทอง กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือ นาฬิกาโรเล็กซ์ กระเป๋าใส่นามบัตร และทรัพย์สินอื่นๆ รวมมูลค่าราว 10 ล้านบาท
ในจำนวนนี้ก็พบนาฬิกาโรเล็กซ์ของ พ.ต.ท.อภิปรัชญ์ รวมอยู่ด้วย 1 เรือน ตำรวจเชื่อว่าการทลาย “แก๊งไฮโซ” ซึ่งเป็นแก๊งฉกทรัพย์ที่มีบ้านหรูดูร่ำรวยไว้ได้ครั้งนี้จะทำให้การทุบรถตามถนนหนทางต่างๆ ลดลง แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่เป็นเช่นนั้น
พ.ต.ท.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ในฐานะที่เป็นหัวหน้าทีมงาน “หน่วยโรบินฮู้ด” บอกแม้ว่า แก๊งไฮโซจะถูกรวบไปได้แล้ว แต่คดีทุบรถยนต์เพื่อลักทรัพย์ภายในรถกลับไม่มีทีท่าว่าจะลด คนร้ายยังตระเวนก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง และมีผู้เสียหายกระจายตัวไปทั่วทุกมุมของกรุงเทพฯ ซึ่งพบว่า 5 ถนนฮิตที่คนร้ายเลือกลงมือคือ 1.ถนนโดยรอบสวนลุมพินี 2.ถนนเกษตรนวมินทร์ 3.สวนรถไฟ 4.ซอยทองหล่อ และ 5.ถนนเอกมัย
ทั้งนี้ เพราะแก๊งคนร้ายลักษณะนี้ไม่ได้มีเพียงแก๊งเดียว จากการรวบรวมข้อมูลพบว่ามีคนร้ายอย่างน้อย มากถึง 7 แก๊งด้วยกัน และมีความเป็นไปได้ที่แต่ละแก๊งคนร้ายนั้นจะมีความเชื่อมโยงกัน พฤติกรรมในการก่อเหตุของแต่ละแก๊งไม่แตกต่างกันเลย จนอาจจะเรียกได้ว่า เป็นการก๊อบปี้พฤติกรรมการกระทำความผิดที่เรียกว่า Copy Cat
พ.ต.ท.ธีรเดช อธิบายถึงพฤติกรรมการก่อเหตุของคนร้ายว่า ช่วงเวลาที่ก่อเหตุมากที่สุดจะเป็นช่วงระหว่างเวลา 19.00-22.00 น. ช่วงนี้ผู้ใช้รถใช้ถนนจะแวะจอดรถอยู่ตามลานจอดรถ หรือริมถนน โดยที่ยังไม่ได้เข้าบ้าน ดังนั้นข้าวของทรัพย์สินจะทิ้งไว้ภายในรถ คนร้ายจึงเลือกช่วงเวลานี้ในการลงมือ “ทำกันเป็นทีม”
ทีมของคนร้ายจะแบ่งออกเป็น 3 ทีมหลัก ทีมแรกเรียกได้ว่าเป็น “มันสมอง” พวกนี้จะพลางตัวอยู่ในรถยนต์หรู อาทิ บีเอ็มดับเบิลยู เบนซ์ ฟอร์จูนเนอร์ ซึ่งคนจะไม่สงสัยรถจำพวกนี้ เพราะมัวไประวังภัยแต่รถจักรยานยนต์ที่เชื่อว่าคนร้ายจะมาในคราบนี้ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วรถหรูจะเป็นตัวประกบ หรือตัวชี้เป้า ให้กับทีมที่ลงมือ บางครั้งพวกนี้แหละจะใช้รถหรูที่นั่งมาเป็นแหล่งกำบังเพื่อให้อีกทีมหนึ่งลงมือ
ทีมต่อมาเรียกได้ว่าเป็นพวก “มืออาชีพ” เคยมีประวัติการก่อคดีมาแล้ว พวกนี้มีชื่อชั้นและประสบการณ์ จะทำหน้าที่คอยเฝ้าระวัง และสังเกตพฤติกรรมของเจ้าของรถ เรียกง่ายๆ คือ จะทำหน้าที่เป็น “ต้นทาง” เพื่อดูว่าเจ้าของรถจะย้อนกลับมารวดเร็วแค่ไหน
นอกจากนี้ ยังคอยเฝ้าระวังบรรดาเจ้าหน้าที่ รปภ.หรือคนที่อาจผ่านมาเห็นเข้า ทั้งนี้ก็เพื่อเปิดทางให้ทีมสุดท้าย ซึ่งเป็นชุดลงมือทุบกระจกที่ส่วนใหญ่เป็น “เด็กหน้าใหม่” เข้าไปจัดการกับเป้าหมายได้อย่างสะดวก
วิธีการลงมือกับรถจะมีสองวิธี วิธีแรก คนร้ายจะใช้ก้อนหินห่อด้วยผ้าขนหนูทุบที่กระจกด้านข้าง กับอีกวิธี คือการใช้ไขควง หรืออุปกรณ์พิเศษ งัดเข้าไปที่ช่องกระจก เพื่อทำให้กระจกแตก หรือร้าวก่อนที่จะเอื้อมเข้าไปเปิดประตู
ทั้งนี้ ชุดปฏิบัติการจะไม่นำของที่ฉกมาติดตัวไป แต่จะนำไปใส่ไว้ในรถหรูของทีมแรก เพื่อพรางตาตำรวจที่อาจจะตั้งด่านตรวจอยู่ เพราะด่านตรวจส่วนใหญ่จะไม่ค้นรถยนต์หรูที่วิ่งตามท้องถนน
พ.ต.ท.ธีรเดช บอกว่า ชุดที่ลงมือปฏิบัติการนั้นจะได้รับเพียงค่าจ้าง ส่วนทีมที่เหลือจะได้ส่วนแบ่งจากการนำของที่ได้มาไปขาย ส่วนใหญ่จะไม่นำเข้าไปที่โรงรับจำนำ เพราะจะมีการขอดูบัตรประชาชน พวกนี้จึงนิยมนำไปขายตามร้านรับซื้อสินค้าเฉพาะทาง เช่น ร้านกระเป๋า หรือร้านคอมพิวเตอร์ โดยย่านที่นำไปขาย ก็เช่นที่ ห้างบิ๊กซี สาขาลาดพร้าว หรือมาบุญครอง โดยจะขายในราคาที่ไม่สูงมากนัก เพื่อให้ร้านรับซื้อง่ายขึ้น หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “ของร้อน”
ด้าน พ.ต.ท.นิคม ชัยเจริญ และ พ.ต.ต.ศานุวงษ์ คงคาอินทร์ สองสารวัตรหนุ่มคู่หูแห่งหน่วยโรบินฮู้ด ให้ความคิดเห็นเหมือนกันว่า วิธีการเดียวที่จะสาวถึงต้นตอแก๊งได้คือ การสืบสวนติดตามทรัพย์สิน ที่ถูกฉกไปกลับมาให้ได้ โดยเจ้าของจะต้องจำลักษณะเด่นทรัพย์สินของแต่ละอย่างได้ เช่น กล้องถ่ายรูป นาฬิกา คอมพิวเตอร์ จะมีซีเรียลนัมเบอร์กำหนดไว้เสมอ เพื่อง่ายต่อการติดตาม
รู้กันแบบนี้แล้วคนมีรถก็ต้องระแวดระวังกันให้มากยิ่งขึ้น ไม่เช่นนั้นจะตกเป็นเหยื่อได้ !!!







