
หวั่นประชานิยมสร้างหนี้หัวโต
นายแบงก์ห่วง โครงการประชานิยมบิดเบือนตลาดเสี่ยงก่อปัญหาคุณภาพหนี้ระยะยาว
นายแบงก์ห่วง โครงการประชานิยมบิดเบือนตลาดเสี่ยงก่อปัญหาคุณภาพหนี้ระยะยาว
แนะคลอด “พ.ร.บ.ความโปร่งใส” จี้แบงก์รัฐเปิดเผยข้อมูลตัวเลข
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์ความเสี่ยงมหภาค ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า การปล่อยกู้ในโครงการประชานิยมต่างๆ ของภาครัฐผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐในขณะนี้ มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาคุณภาพหนี้โดยรวมในระบบ เนื่องจากนโยบายต่างๆ เช่น โครงการบ้านหลังแรก ดอกเบี้ย 0% 2 ปี และโครงการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต ส่งผลกระทบต่อตลาดของธนาคารพาณิชย์โดยตรง ขณะที่ธนาคารภาครัฐไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมด้านความเสี่ยงจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงก่อให้เกิดความไม่มั่นใจในวิธีการบริหารความเสี่ยง
ทั้งนี้ หากโครงสร้างหนี้ของธนาคารภาครัฐซึ่งเป็นกลไกทางการเมืองมีปัญหา จะส่งผลให้ปัญหาลุกลามไปทั้งระบบ เนื่องจากตลาดในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงระหว่างกันมากขึ้น ดังนั้น จึงควรมีการออก พ.ร.บ.ความโปร่งใส เพื่อให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐต้องรายงานข้อมูลทางการเงินให้สาธารณชนสามารถรับรู้ได้
“สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ คือ เรื่องของความโปร่งใส เพราะเราไม่รู้ว่าเขาซ่อนตัวเลขอะไรไว้บ้าง ดังนั้นธนาคารของภาครัฐควรจะมีการเปิดเผยตัวเลขเช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้นักวิเคราห์และสาธารณชนสามารถรับรู้และพิจารณาความเสี่ยงได้ ซึ่งเรื่องนี้ทำได้ไม่ยากผ่านการออกกฎหมายในรูปของพรบ.ความโปร่งใส ” นายเบญจรงค์ กล่าว
นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีการจัดตั้งหน่วยงานเป็นเครือข่ายขึ้นมาควบคู่กับการออกนโยบายปล่อยสินเชื่อต่างๆ เพื่อให้ความรู้และคำแนะนำกับประชาชนในการวางแผนและสร้างวินัยทางการเงิน เนื่องจากปัจจุบันมักมีการนำเงินกู้ผ่านโครงการรัฐไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ เพราะประชาชนขาดองค์ความรู้ในการบริหารเงิน
“ตราบใดที่เงินกู้จากนโยบายภาครัฐยังถูกมองว่าเป็นเงินให้เปล่า ประชาชนจะรู้สึกว่าไม่ต้องเร่งรีบในการชำระคืน สุดท้ายก็จะเป็นการเสพติดประชานิยม ขณะที่นักการเมืองก็เสพติดประชานิยมเช่นกัน เพราะเป็นอะไรที่ง่าย ได้ผลเร็ว แต่ในท้ายที่สุดทุกฝ่ายจะติดอยู่ในวังวนประชานิยม ซึ่งจะบิดเบือนตลาดไปอย่างมหาศาล” นายเบญจรงค์ กล่าว
นายเบญจรงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันระบบเศรษฐกิจไทยเริ่มมีปัญหาเรื่องหนี้สินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่น่าห่วง เพราะ หนี้สินเพิ่มเร็วกว่ารายได้ ขณะที่การหาเสียงของพรรคการเมืองแทบทุกพรรคในขณะนี้ต่างชูนโยบายประชานิยมด้วยกันทั้งสิ้น
ดังนั้น จึงคาดว่า ไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้ามาบริหารประเทศโครงการประชานิยมก็จะดำเนินต่อไป ซึ่งจะส่งผลเสียในระยะยาวต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะจะต้องใช้เงินมากในขณะที่รายได้มีความผันผวน
นายวีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การเข้ามาแข่งขันปล่อยสินเชื่อของธนาคารเฉพาะกิจภาครัฐผ่านโครงการต่างๆของรัฐบาล จะส่งผลให้ธุรกิจธนาคารในปีนี้มีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาคุณภาพหนี้โดยรวมในระบบและฐานะการคลังของประเทศ เนื่องจากธนาคารภาครัฐไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จึงไม่มั่นใจว่ามีการพิจารณาความเสี่ยงเข้มงวดเพียงใด
“หากเขาปล่อยกู้ได้เยอะแล้วเก็บคืนได้ก็ดีไป แต่ที่ห่วงคือหากเก็บคืนไม่ได้มันจะส่งผลกระทบไปทั้งระบบ เพราะเอาเงินภาษีประชาชนมาปล่อยโดยตรงและไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของธปท. นอกจากนี้ หากปล่อยให้มีการแข่งขันกันมากไปก็อาจจะพากันตกเขาทั้งหมดได้ จึงอยากฝากไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่ให้เข้ามาดูแลปัญหานี้ด้วย” นายวีระพันธุ์ กล่าว







