posttoday
ร้อยเล่ห์กลยุทธ์ซื้อเสียงเข้าสภาทรงเกียรติ

ร้อยเล่ห์กลยุทธ์ซื้อเสียงเข้าสภาทรงเกียรติ

27 พฤษภาคม 2554

วัตถุประสงค์ของระบอบประชาธิปไตย ที่จัดให้มีการเลือกตั้ง ก็เพื่อหวังให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยประชาชน เพื่อประชาชน ในการหาคนดีเข้าไปนั่งในสภาแต่บรรดาผู้สมัครสส.กลับใช้เงินซื้อเสียงเพื่อให้ได้เข้านั่งในสภา

วัตถุประสงค์ของระบอบประชาธิปไตย ที่จัดให้มีการเลือกตั้ง ก็เพื่อหวังให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยประชาชน เพื่อประชาชน ในการหาคนดีเข้าไปนั่งในสภาแต่บรรดาผู้สมัครสส.กลับใช้เงินซื้อเสียงเพื่อให้ได้เข้านั่งในสภา

โดย.....สิทธิพจน์ เกบุ้ย 

วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 กกต.ประกาศจัดให้เป็นวันเลือกตั้งลงคะแนนแต่สิ่งที่ชาวบ้านคุ้นเคย คือคำว่า “คืนหมาหอน” ซึ่งหมายความว่าก่อนวันเลือกตั้ง 1-2 วัน จะเป็นวันที่ผู้สมัครให้หัวคะแนนแอบเอาเงินมาให้ถึงหัวบันไดบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมมาในยามค่ำคืน ซึ่งพื้นที่ชนบท เวลากลางคืนก็จะปิดบ้านนอนกันเงียบ เมื่อมีคนแปลกหน้าเข้ามา หมาที่เลี้ยงไว้ก็จะเห่าหอนกันดังลั่นสนั่นหมู่บ้าน จึงเป็นที่มาของคำว่า “คืนหมาหอน”

การจ่ายเงินเพื่อซื้อเสียงที่นิยมทำกันและถือเป็นมาตรฐานผู้แทน ในปีเถาะหรือปี “กระต่ายทอง 2554” ในคราวนี้ เริ่มต้นทันทีหลังจากมีประกาศยุบสภา บรรดา สส. หรือ อดีตรัฐมนตรี ก็จะเรียก นายกอบต. – นายกเทศบาลตำบล – สมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ รวมไปถึง  กำนัน – ผู้ใหญ่บ้าน ให้เข้ามารับเงินก้อนแรกเพื่อถือเป็นการจองพื้นที่ ว่า ตนเองสมัครแน่นอน โดย นายกอบต. – กำนัน ทั้ง 2 คนนี้ ถือเป็นผู้นำระดับตำบลรอบแรกรับไปก่อนคนละ 1 หมื่นบาท ส่วนผู้ใหญ่บ้าน ก็รับไปคนละ 5 พันบาท ส่วนผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน - ประธาน อสม. ตำบล และสมาชิก อบต. ก็รับไปคนละ 3 พันบาท 

หลังจากสมัครได้เบอร์แล้วก็เป็นช่วงผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต ลงพื้นที่หาเสียง เงินที่รับไปแล้วนั้นก็ถือเป็นค่าตีตั๋วเป็นบัตรผ่านประตูเข้าหมู่บ้านได้ โดยไม่ถูกกรีดกันหรือโจมตีกลั่นแกล้ง...นี่เป็นการจ่ายเงินแบบซื้อเสียงผู้นำในยกที่ 1 

จากนั้นยกที่ 2 บรรดาผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตก็จะมีการวางเป้าของคะแนนที่ต้องการ ว่า ได้เท่าไหร่จึงจะชนะคู่แข่ง จากนั้นก็ให้ทำบัญชีรายชื่อขึ้นมาแบบหมู่บ้านใครหมู่บ้านมัน โดยสนนราคาปัจจุบันต้องเสียงละ 1 พันบาท เท่านั้น โดยผู้จดรายชื่อจะได้ค่าดำเนินการ 100-200 บาท 

ในส่วนยกที่ 3 คือการให้โบนัส ว่า ถ้าผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต ผู้ใดที่ทำคะแนนให้ชนะการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านก็จะได้รับโบนัสอีกคนละ 1 หมื่นบาท 

ในยกที่ 4 คือการให้โบนัสที่เรียกว่าสามเด้ง นั่นคือถ้าผู้สมัครที่ตนเองเชียร์อยู่ทิ้งห่างคู่แข่งแบบทำให้เสียมวยและหน้าแตกได้สะใจ ก็จะตั้งกองกลางเอาไว้ สมมุติว่าตั้งไว้  3 ล้านบาท ก็มีกติกาที่เลือกกันว่าจะไปกิน , ไปเที่ยว ในหรือต่างประเทศที่นิยมไป คือ ประเทศลาว – เวียดนาม – สิงคโปร์ – ฮ่องกง ซึ่งค่าใช้จ่ายแค่เพียงหลัก 1-2 หมื่นต่อคน หรือจะเอามาหารแบ่งก็แล้วแต่ประธานชมรมผู้ใหญ่บ้าน หรือ ประธานชมรม อบต.  จะลงมติ ว่าเลือกแพ็คเกจไหน แต่ถ้าแบ่งเป็นเงินก็จะมีสูตรวิธีคิดในหลายรูปแบบ แต่สรุปแล้วยุติธรรม 

ในส่วนของวิธีจ่ายเงิน มีแบบที่เรียกกว่า จ่ายก่อน จ่ายตรง จ่ายหลัง การเลือกตั้ง ซึ่งจะมีเรื่องของสัจจะและนักเลงเข้ามาเกี่ยวข้องที่เรียกว่า “วิธีให้สำคัญกว่าสิ่งที่ให้” โดยผู้จ่ายเงินแบบจ่ายก่อนจะต้องคัดเอาอดีตหรือคนมีสีมานั่งหน้าโต๊ะบัญชีถือปืน M.16 ให้เห็นว่ารับเงินแล้วอมเงียบ หรือ รับเงินแล้วชักดาบ ก็มีสิทธิ์ได้กินลูกปืนและอย่าทำตัวเป็นนกสองหัว รับเงินสองฝ่าย คะแนนแบ่งครึ่ง ถ้าทำเช่นนี้ก็รอรับแจกโลงศพเพิ่มเติม เพราะฝ่ายเช็คบิลมาเร็วเคมเร็ว ต้องเชือดไก่ให้ลิงดู ส่วนอีกวิธีหนึ่ง คือ การจ่ายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นสัจจะลูกผู้ชายที่คนภูธรให้การเชื่อถือ กันมานมนาน และก็ไม่เคยถูกเบี้ยว หลังผู้ที่ตนเองลงคะแนนให้ชนะการเลือกตั้ง ก็จะได้รับเงินเพิ่มที่เรียกว่าสองเด้งแต่บางครั้งคู่แข่งก็รู้ และก็ทำเช่นเดียวกัน ถ้าผมชนะให้มารับเงินที่หัวคะแนนเพิ่มอีก เบอร์แรกจ่าย 500 บาท ผมก็จ่าย 500 บาท หรือ อาจเพิ่มขึ้นเป็น 600 บาท เรียกว่าเกทับหรือจ่ายที่หลังดังกว่า อย่างนี้เบอร์แรกก็ต้องมาวิ่งจ่ายเพิ่มอีก 200 บาท เพื่อเกทับให้เป็น 700 บาท 

ดังนั้นจึงมีการพัฒนาให้จ่ายเป็นคูปอง หรือ สิ่งของที่แทนค่าเงิน มีตั้งแต่ให้ถือ ล็อตเตอรี่สลากกินแบ่งรัฐบาลที่ สส.เก็บสำเนาเอาไว้ ตรงกันเหมือนกับโพยหวยใต้ดิน บางคนก็แจกเป็นเหรียญพระเครื่อง และ อีกสารพัด เมื่อถือคูปองเอาไว้เงินก้อนแรกหัวคะแนนจ่ายไปแล้ว 1,000 บาท แล้วถ้ามีผู้สมัครรายอื่นมาเกทับมากกว่า 1,000 บาท  คูปองที่ถือไว้ก็จะมีประกาศออกจากหัวคะแนนว่า ขณะนี้ นายใหญ่สั่งให้เพิ่มเด้งที่2 อีก เป็นเงินเท่าไหร่ อย่างเช่น 300 , 500 , 700 หรือเป็น 1,000 บาท ซึ่งจะจ่ายหลังเสร็จสิ้นการรับคะแนน

ดังนั้นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งเราจะเห็นได้ว่ามีกระแสเงินสะพัดในท้องถิ่นหรือแต่ละเขต ไม่น้อยกว่า 30-50 ล้านบาท แต่ถ้าจะให้ทิ้งห่างกันแบบขาดกระจุยในพื้นที่เขตภาคเหนือเคยมีผู้ทำสถิติยิงกระสุนเพื่อการเลือกตั้งสูงสุดเพียงแค่ 130 ล้านบาท จ่ายเพียงแค่นี้ก็ไปนั่งเก้าอี้ สส.ในสภาหินอ่อน จากนั้นก็ไปตั้งหน้าตั้งตาทำโครงการงบประมาณหรือรับวิ่งเต้นโยกย้ายขายตำแน่งให้กับข้าราชการในแต่ละกระทรวง ทบวงกรม ที่ พรรคของตนเองสังกัดอยู่และได้เป็นรัฐมนตรี จึงทำให้เป็นวงจรอุบาทว์ของการบริหารประเทศที่ล้วนแล้วมีแต่การทุจริตคอรัปชั่นและส่งผลให้เกิดข้าวยากหมากแพงอยู่ในทุกวันนี้

เมื่อรู้เช่นนี้แล้วประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนที่อยากได้แค่เงิน 1,000 บาท แลกกับอนาคตของชาติ 4 ปี หรือ 1,460 วัน  ที่เราจะมีค่าตัวเพียงวันละ 68 สตางค์ แต่ในแต่ละวันเราจะต้องทนเจอในเรื่องต่างๆ อีกมากมาย เหตุเป็นเพราะ “เจ้าซื่อต่อคนคต แต่ทรยศประเทศไทย ธนบัตรไม่กี่ใบ เจ้าขายตัวเป็นทรชน” 

ร้อยเล่ห์กลยุทธ์ซื้อเสียงเข้าสภาทรงเกียรติ ภาพประกอบข่าว

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท