
เงินเฟ้อควบถดถอย ศก.โลกหนีเสือปะจระเข้
ในรายงานรายครึ่งปีขององค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) ได้คงอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้
ในรายงานรายครึ่งปีขององค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) ได้คงอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ในรายงานรายครึ่งปีขององค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) ได้คงอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ไว้ในระดับเดิมที่ 4.2% แต่ปรับเพิ่มตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปขึ้นมาอยู่ที่ 2.6% และ 2% ตามลำดับ พร้อมระบุว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มมีความมั่นคงขึ้น
ใช่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะสดใสไปเสียทีเดียว
OECD ชี้ว่า แม้จะฟื้นตัวได้มั่นคงขึ้น แต่ในแต่ละประเทศมีสภาพการฟื้นตัวที่ต่างกัน บ้างอยู่ในระดับที่รวดเร็ว และบ้างอยู่ในระดับที่ล่าช้า ความแตกต่างในทิศทางการฟื้นตัวจะเห็นได้ชัดในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มที่จัดตั้ง OECD ขึ้นมานั่นเอง และเป็นกลุ่มที่มีพลวัตยังชี้นำทิศทางความเจริญก้าวหน้าของระบบเศรษฐกิจโลก แม้ว่าจะเริ่มสูญเสียพลังในส่วนนี้ให้กับตลาดเกิดใหม่ไปบ้าง
ในส่วนของสหรัฐ ซึ่งเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก เสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อพร้อมๆ กับอัตราจ้างงานต่ำ ส่วนยุโรปต้องจมปลักอยู่กับวิกฤตหนี้สาธารณะ ส่วนญี่ปุ่น ที่บัดนี้สูญเสียฐานะมหาอำนาจอันดับ 2 ให้กับจีน ถูกหั่นตัวเลขเศรษฐกิจลดลงเหลือ 0.9% จากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ 1.7% เนื่องจากผลพวงจากอภิมหาภัยธรรมชาติ
เพื่อแก้ปัญหาของประเทศเหล่านี้ OECD แนะนำให้สหรัฐขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ ส่วนยุโรปให้ใช้นโยบายการเงินที่รัดกุมขึ้นเพื่อลดภาระหนี้ ขณะที่ญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องทำอะไรทั้งสิ้น เพราะมิได้เผชิญกับแรงกดดันเร่งด่วนเหมือนประเทศอื่นๆ เว้นแต่ภาระเร่งด่วนในการฟื้นฟูประเทศจากภัยธรรมชาติและวิกฤตนิวเคลียร์
ความอยู่รอดของประเทศทั้งสามมีส่วนสำคัญยิ่งยวดต่อการอยู่รอดของประเทศอื่น ดังจะเห็นได้จากวิกฤตในญี่ปุ่นส่งผลสะเทือนต่อระบบการจัดส่งอะไหล่สำหรับภาคการผลิต ขณะที่ช่วงขาลง ของสหรัฐกระทบต่อการส่งออกทั่วโลก
แต่เพียงข้อแนะนำสั้นๆ ยังไม่อาจช่วยให้นานาประเทศรอดพ้นจากวิกฤตภายในของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นได้ เพราะยังมีอีกตัวแปรที่ OECD เตือนให้ทุกประเทศระมัดระวัง นั่นคือ ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจซบเซา อันเกิดจากการจ้างงานต่ำในสหรัฐ และจากวิกฤตหนี้ในยุโรป ประสานงาเข้ากับปัญหาเงินเฟ้อ จะกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจชะงักงันผสมเข้ากับเงินเฟ้อ หรือที่เรียกว่า Stagflation
Stagflation เป็นคำที่เกิดจากการรวมตัวกันของคำว่า Stagnant หรือชะงักงัน และ Inflation ซึ่งหมายถึงเงินเฟ้อ
เพื่อตอกย้ำคำเตือนนี้ ในรายงานตัวเดียวกัน OECD จึงไล่เรียงตัวเลขประเมินอัตราเงินเฟ้อ และอัตราว่างงานมาพร้อมๆ กัน
อัตราว่างงานในสหรัฐปีนี้จะอยู่ที่ 9.6% ยุโรปสูงถึง 9.9% โดยเฉพาะสเปนสูงถึง 20.1% ส่วนญี่ปุ่นอยู่ที่ 5.1%
ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐคาดว่าจะอยู่ที่ +1.6% ในปีนี้ และ +2.6% ในปีหน้า ยุโรปอยู่ที่ +1.6% และ +2.6% เท่ากับสหรัฐ ส่วนอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในยุโรป คือ อังกฤษ คาดว่าจะสูงถึง +3.3% ในปีนี้ และขึ้นมา +4.2% ในปีหน้า
ญี่ปุ่นนับเป็นข้อยกเว้น เนื่องจากมิได้ประสบกับภัยคุกคามจากเงินเฟ้อ แต่กำลังปวดหัวกับปัญหาเงินฝืด ด้วยอัตราเงินเฟ้อต่ำมากโดยอยู่ที่ -0.7%
แม้จะมีตัวเลขต่างกัน แต่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีโอกาสพบกับภาวะชะงักงันผสมเงินเฟ้อได้พอๆ กับสหรัฐและยุโรป เนื่องจากหลายประเทศมีระดับหนี้สูงมาก OECD ระบุว่า ในบรรดาประเทศพัฒนาแล้วกว่า 30 ประเทศ จะมีหนี้พุ่งขึ้นมาเกินระดับผลผลิตในประเทศถึง 100% ภายในปีนี้
ครั้งแรกหลังมหาสงครามที่โลกตกอยู่ในภาวะ Stagflation คือช่วงทศวรรษที่ 70 ระหว่างปี 1973–1975 ซึ่งแม้จะเป็นช่วงเวลาของภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก แต่ด้วยราคาน้ำมันที่แพงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในโลกอาหรับคว่ำบาตรชาติตะวันตกที่ให้ความช่วยเหลืออิสราเอล จนกลายเป็นวิกฤตน้ำมันโลก ยังผลให้ภาวะเงินเฟ้อเลวร้ายถึงที่สุด
เมื่อเศรษฐกิจถดถอยทำให้เกิดการว่างงานครั้งใหญ่มาพบกับเงินเฟ้อรุนแรงจากราคาน้ำมันแพง กลายเป็นปัจจัยให้เกิด Stagflation ในที่สุด
สถานการณ์เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วคล้ายคลึงกับปัจจุบันอย่างยิ่ง ด้วยราคาน้ำมันที่ทะลุหลัก 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราเงินเฟ้อในประเทศหลักๆ ที่เฉียดตัวเลขสองหลัก หรือไม่ก็ยังค้างอยู่ในระดับ 9-8%
ครั้งสุดท้ายที่โลกตกอยู่ในภาวะ Stagflation คือช่วงที่อิรักรุกรานคูเวตยังผลให้น้ำมันพุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว บวกกับการที่สหรัฐเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยพอดีเนื่องจากวิกฤตในภาคธนาคาร
แต่ครั้งที่มีนัยสำคัญที่สุด คือภาวะ Stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจถดถอยระหว่างปี 1980-1981
ช่วงปีดังกล่าวสหรัฐตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยอยู่แล้ว แต่ถูกซ้ำเติมด้วยราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการปฏิวัติในอิหร่านเมื่อปี 1979
นัยสำคัญของ Stagflation คราวนี้อยู่ที่วิธีการถอนตัวออกจากวิกฤตอย่างกล้าได้กล้าเสีย ซึ่งกลายเป็นตัวอย่างระดับ “คลาสสิก” ในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อปะทะเศรษฐกิจถดถอย
ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในขณะนั้น คือ พอล โวล์เกอร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้ว่าการ มือดีที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินเมืองลุงแซม แม้จะต้องรับบทหนักด้วยการแก้ปัญหาเศรษฐกิจถดถอย พร้อมกับแบกรับราคาน้ำมันแพงเป็นประวัติการณ์ แต่สุดท้าย โวล์เกอร์ สามารถหาทางออกให้กับสหรัฐได้ในที่สุด
เมื่อเลาะภาวะ Stagflation ออกจะพบว่าวิธีแก้ปัญหานี้ยากเย็นแสนเข็ญอย่างยิ่ง เพราะวิธีแก้ปัญหาอย่างหนึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคให้กับวิธีแก้ไขอีกปัญหาหนึ่ง หรือขัดแย้งกันเอง
หากคิดแก้เงินเฟ้อด้วยการขึ้นดอกเบี้ย จะยังผลให้เศรษฐกิจยิ่งถดถอย ในทางกลับกัน หากลดดอกเบี้ย เงินเฟ้อจะเข้าจู่โจมในทันที
ความลักลั่นทำนองนี้ เริ่มปรากฏขึ้นชัดเจนในท่าทีของเฟดยุคปัจจุบัน ที่แสดงท่าทีอีหลักอีเหลื่อกับการยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 หรือ QE2 เพราะยังไม่ทันที่เศรษฐกิจจะมั่นคง เงินเฟ้อเริ่มคุกคามเสียแล้ว
เมื่อเผชิญกับความลักลั่น โวล์เกอร์ เลือกที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน ด้วยการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในทันทีที่ราคาน้ำมันแพง หรือเริ่มลงมือตั้งแต่ปี 1979 จนกระทั่งอัตราดอกเบี้ยพุ่งขึ้นมาอยู่ในระดับเลขสองหลัก จาก 6% เมื่อปี 1978 มาอยู่ที่ 20% ในปี 1980-1982
ปรากฏว่า เงินเฟ้อเลิกแผลงฤทธิ์ในทันที แต่เศรษฐกิจจมอยู่ในภาวะถดถอยในทันทีเช่นกัน และลากยาวไปถึงปี 1983
แต่หลังจากนั้นเศรษฐกิจสหรัฐโตเอาๆ นับว่าเป็นการเสี่ยงแก้ปัญหาที่ได้ผลอย่างเหนือคาด
วันนี้เศรษฐกิจโลกอาจยังไม่ถึงขั้นเสี่ยงที่จะพบกับ Stagflation ภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่เดือน เพียงแต่มีปัจจัยเสี่ยงมากพอที่จะต้องระมัดระวัง คิดหาทางออกเสียแต่เนิ่นๆ แม้ว่าเศรษฐกิจอาจฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในที่สุด แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่สงบราบคาบราคาน้ำมันมีสิทธิที่จะทุบสถิติสูงสุดได้ทุกเมื่อเช่นกัน
หากความวุ่นวายขยายวงเข้าสู่ซาอุดีอาระ เบีย ราคาน้ำมันอาจทะลุ 200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
เมื่อนั้นเงินเฟ้อเลวร้ายถึงขีดสุด จนกระตุ้นให้เศรษฐกิจทรุดตัว โลกจะเข้าสู่ภาวะอีหลักอีเหลื่อทางเศรษฐกิจ เหมือนดังที่ OECD ได้เตือนไว้







