
‘สเต็มเซลล์’วิทยาศาสตร์การแพทย์กับการค้าและการพัฒนา“
สเต็มเซลล์” วิทยาศาสตร์การแพทย์กับการค้าและการพัฒนา
สเต็มเซลล์” วิทยาศาสตร์การแพทย์กับการค้าและการพัฒนา
โดย..วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
สเต็มเซลล์ (Stem Cell) ที่มนุษย์รู้จักมากที่สุด คือ ไข่ของผู้หญิงที่พึ่งได้รับการผสมด้วยอสุจิของผู้ชาย เพราะมนุษย์รู้ว่านับแต่วินาทีนั้น สัญญาณของความมีชีวิตที่จะวิวัฒนาการเติบโตต่อไปได้เริ่มขึ้น
ไข่ของผู้หญิงนั้นเป็นเซลล์และอสุจิก็เป็นเซลล์ มันจะตายดับไปในเวลาที่สั้นๆ แม้จะให้มันอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ยกเว้นถ้าเราแช่แข็งมันไว้ แต่นั่นก็หมายความว่า แม้มันไม่ตาย มันก็ไม่โต ไม่พัฒนาต่อ แต่เมื่อไข่กับอสุจิผสมกัน มันจะกลายเป็นสเต็มเซลล์แบบที่หนึ่ง ต่อมามันแบ่งตัวจนได้ประมาณ 100 เซลล์ที่เหมือนๆ กันหมด เราเรียกว่าสเต็มเซลล์ตัวอ่อนหรือเซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อน
พอเซลล์ตัวอ่อนนี้โตขึ้นอีกระยะ ก็จะเป็นสเต็มเซลล์ผู้ใหญ่ ซึ่งพวกนี้มี 2 กลุ่ม กลุ่มแรก จะแบ่งตัวอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เหมือนๆ เดิม กับอีกพวกจะแปลงกายเป็นเซลล์เฉพาะ ซึ่งมีภารกิจแตกต่างกันไปเรื่อยๆ จนพวกหลังนี้แบ่งไปเป็นอีก 220 ชนิดหน้าที่ เช่น ไปเป็นตับ ไต ปอด ม้าม สมอง ฯลฯ
เซลล์เยื่อบุลำไส้ของเราตายทุก 12 ชั่วโมง แล้วก็สร้างใหม่ เซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารอยู่ได้ 2 วัน เซลล์เกล็ดเลือดอยู่ได้เกือบ 4 วัน เซลล์ผิวหนังอยู่ได้ 30 วัน ส่วนเซลล์สมองบางส่วนตายทุกวัน แต่เซลล์สมองบางส่วนไม่มีวันตายจนกว่าตัวเราจะตายไป
ธรรมชาติจึงกำหนดให้ในร่างกายของเรามีเซลล์ต้นกำเนิดเก็บไว้ในร่างกายเสมอ เพื่อให้มันแบ่งตัวออกมาเป็นเซลล์ใหม่ทดแทนพวกเซลล์ที่ตายไป
ถ้าสเต็มเซลล์มีน้อยลง การซ่อมแซมตัวเองก็ช้าลง ถ้าสเต็มเซลล์มีมากแต่ไม่แข็งแรง การซ่อมแซมตัวเองก็ขาดประสิทธิภาพ เช่น เกิดโรคหรือไม่ก็อายุสั้น แก่เร็ว ตายเร็วขึ้น
คนเคยเข้าใจไปว่า สเต็มเซลล์มีเฉพาะในทารก ซึ่งถูกแค่ 1 ใน 3 เพราะอีก 2 วิธี คือ ได้มาจากเลือดหรือเนื้อเยื่อของผู้ใหญ่ ส่วนอีกวิธีคือ ผสมเทียม เซลล์ หรือการโคลนนิงขึ้นมา
สเต็มเซลล์ที่ผลิตจากระบบที่ได้มาตรฐานจะต้องไม่มีสารพิษตกค้าง ไม่ติดเชื้อ เลือกมาจากเซลล์ที่ไม่สร้างผิดเนื้อเยื่อ ซึ่งจะมีผลช่วยผู้ป่วยให้ฟื้นฟูได้ดี แต่ปัจจุบันราคายังแพงมากอยู่
เทคโนโลยีชีวภาพนี้พัฒนามาถึงจุดที่เป็นการค้าแล้วในปัจจุบัน คำถามมีอยู่ว่า จะเป็นการค้าที่นำมาซึ่งการพัฒนาที่เป็นธรรมแค่ไหน รัฐบาลโอบามาประกาศให้การใช้สเต็มเซลล์เป็นสิ่งที่ได้รับการอนุญาตเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และปัจจุบันกำลังขยายตัวอย่างน่าตื่นเต้น ส่วนในไทยเรายังเป็นช่วงรอดูความเหมาะสมและวิธีประเมินความเสถียรของเทคโนโลยีชีวภาพนี้อยู่
คล้ายๆ ประเด็นสิทธิบัตรยา ถ้าคนที่จะเข้าถึงสเต็มเซลล์คุณภาพมีได้เฉพาะคนร่ำรวย
คำถามก็มีต่อไปว่า การแก้ไขความผิดปกติของร่างกาย เช่น มะเร็ง อัมพาต อัมพฤกษ์ หรือผู้ป่วยที่มีภาวะภายในบกพร่องที่ยากจน ควรได้รับโอกาสการเข้าถึงวิธีการเยียวยาบำบัด หรือป้องกันด้วยสเต็มเซลล์แค่ไหน
นี่ไม่ใช่การอยากเสริมดั้ง เสริมอก หรือฉีดชะลอความแก่เฉยๆ แต่ถ้ามันเป็นการฉีดรักษาและยืดเวลาของชีวิตล่ะ จะมีสักกี่คนที่คิดจะปฏิเสธมัน
วงจรชีวิตเกิด แก่ เจ็บ ตาย กำลังถูกท้าทายด้วยกิเลสครับ ไม่ผิดหรอก แต่น่าศึกษาว่าจะควบคุมมันได้แค่ไหนเท่านั้น







