
ญี่ปุ่นแนะแก้มาบตาพุดให้ท้องถิ่นดู
โพสต์ทูเดย์
— ญี่ปุ่นเสนอแก้มาบตาพุดให้ท้องถิ่นเฝ้าระวัง ด้านนายกฯ ย้ำ พร้อมส่งเสริมการลงทุนต่างชาติ พัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนนายเคียวจิ โคะมาจิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เปิดเผยหลังฟังนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สัมมนา
“ประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อมในศตวรรษที่ 20 และการป้องกันมลพิษของประเทศญี่ปุ่น” ที่จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) และหอการค้าประเทศญี่ปุ่น (เจซีซี) ว่า ญี่ปุ่นขอให้ทางรัฐบาลไทยมีความชัดเจนและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้ง ให้รับฟังปัญหาของผู้ประกอบการเป็นรายบริษัท และดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวด ล้อมนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เนื่องจากหลังศาลสั่งระงับโครงการมาบตาพุด ได้กระทบความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของไทยพอสมควรทั้งนี้ ไทยถือเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการพัฒนาเศรษฐกิจ และมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) ซึ่งไทยควรจะแสดงถึงความเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยการสร้างความสมดุลย์ทางเศรษฐกิจ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้ประเทศอื่นๆ นำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติ
สำหรับญี่ปุ่นที่เคยประสบปัญหาสิ่งแวดล้อมมาก่อน และประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหา เนื่องจากญี่ปุ่นมีแนวคิดพื้นฐานคือ มีการควบคุมการระบายส่ารที่ก่อให้เกิดมลพิษจากแหล่งกำเนิด โดยรัฐบาลเป็นผู้กำหนดมาตรฐานอย่างเข้มงวดตามหลักกการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ประกอบกับให้อำนาจแก่องค์การส่วนท้องถิ่นในการเฝ้าระวัง และตรวจสอบโรงงานอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็ให้ความสำคัญต่อเรื่องดังกล่าวและปฎิบัติอย่างเคร่งครัดด้วยเช่นกัน จึงทำให้ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติ
สำหรับญี่ปุ่นการสร้างสมดุลเศรษฐกิจกับอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รัฐบาลจะกำหนดหลักการทางวิทยาศาสตร์ให้ผู้ประกอบการนำปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และให้อำนาจท้องถิ่นในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบโรงงานอย่างใกล้ชิด
“
ก่อนหน้านี้คณะกรรมการ 4 ฝ่ายได้ขอควสามร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นเพื่อแนะนำแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เราได้ให้ความร่วมมือถ่ายทอดแนวทางการแก้ปัญหาต่างๆ ให้เป็นอย่างดี แต่แนวทางของญี่ปุ่นก็ยังไม่สามารถเป็นคำตอบของไทยได้ เพราะมีความแตกต่างกันอยู่ แต่ไทยสามารถนำประสบการณ์ของญี่ปุ่นไปเป็นประโยชน์ในการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ต่อไป” นายโคะมาจิ กล่าวอย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นก็พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการสร้างความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเศรษฐกิจ
นายมุเนโนริ ยามาดะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กล่าวว่า ญี่ปุ่นต้องการให้ไทยมองปัญหามาบตาพุดและแนวทางแก้ไขปัญหาระดับสากล เพื่อให้นักลงทุนสามารถนำไปชี้แจงนักลงทุนในเวทีโลกได้
สำหรับการชี้แจงการแก้ปัญหาโดยนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนญี่ปุ่นได้ซึ่งญี่ปุ่นยืนยันที่จะปฏิบัติตามกฎหมายของไทยอยู่แล้ว เพราะญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลไทยออกเร่งออกกฎหมายและแนวทางปฏิบัติออกมา ก็ยังถือเป็นกติกาใหม่ที่ในเบื้องต้นการปฏิบัติตามอาจจะไม่ราบบรื่นมากนัก แต่คิดว่ารัฐบาลต้องพยายามหาแนวทางให้กระทบกับภาคธุรกิจและการลงทุนน้อยที่สุด
ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าไทยยังคงส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการจ้างงาน
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะเน้นการส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืน ภายใต้การเคารพสิทธิของประชาชนในพื้นที่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย โดยขณะนี้รัฐบาลพยายามสร้างความชัดเจนเช่น ประกาศระเบียบเกี่ยวกับมาตรา 67 วรรคสอง ดังนั้นก็จะทำให้การลงทุนใหม่มีความชัดเจนขึ้น และในส่วนโครงการที่ถูกศาลสั่งระงับนั้น ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อยื่นศาลปกครองสูงสุด รวมทั้งตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายมาประสานงาน จึงทำให้มั่นใจได้ว่ารัฐบาลยังให้การสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการย้ายฐานการลงทุนจากนักลงทุนญี่ปุ่น ส่วนนักลงทุนรายใหม่ได้มีการสอบถามข้อมูล และสถานการณ์มาบตาพุดเข้ามาบ้าง เพราะส่วนใหญ่มีความกังวลว่าการพิจารณาจากศาลยังไม่มีความชัดเจน หากกระบวนการมาตรา 67 มีความชัดเจนโดยเร็วจะยิ่งเป็นผลดีต่อการลงทุน
นายสรยุทธ เพชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ 30 โครงการเพื่อส่งให้อัยการสูงสุดที่จะเป็นตัวแทนไปยื่นต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งขณะนี้มีบางโครงการที่ยังไม่แน่ใจว่าจะยื่นหรือไม่ เพราะบางโครงการเหลือการก่อสร้างเพียงเล็กน้อย และบางโครงการมีผู้ร่วมทุนเป็นชาวต่างชาติที่ต้องรอคำตอบจากผู้ร่วมทุนก่อนว่าหากยื่นไปแล้วจะกระทบต่อสถานะการเงินหรือไม่ โดยในวันที่ 9 ก.พ.นี้จะส่งข้อมูลให้อัยการสูงสุดเพื่อยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป
นายโย จิซึคาตะ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพ กล่าวว่า สิ่งทีนักลงทุนญี่ปุ่นเป็นกังวลมากที่สุดคือสถานการณ์การลงทุนในไทยขณะนี้ยังไม่ดี เพราะมีปัญหาเรื่องมาบตาพุด ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น ในธุรกิจปิโตรเคมี หากไม่สามารถผลิตวัตถุดิบต้นน้ำได้ ก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสหากรรมต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ซึ่งต้องการเร่งรัดให้รัฐบาลแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว และการแก้ปัญหาต้องคำนึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย อย่างไรก็ตามีการตั้งข้อสงสัยถึงโครงการของญี่ปุ่นที่ถูกระงับมีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมูสูงกว่ามาตรฐานสากล แต่ก็ยังเป็นโครงการที่มีปัญหา
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นผู้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางจนนำมาสู่การระงับ 76 โครงการอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง ได้ยื่นจดหมายให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ไต่สวนและเอาผิดบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อลงโทษบุคคลในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่กระทำความผิดหรือละเมิดกฎหมาย ฐานไม่มีการดำเนินการที่จะต้องอนุมัติให้มีการจัดตั้งองค์กรให้ความเห็นเกี่ยวกับดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค2
ขณะเดียวกันเจตนารมณ์ดังกล่าวได้รับการยืนยันจากศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ 3/2552 ลงวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2552 ความโดยสรุปว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีเจตนารมณ์ให้สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้รับรองไว้มีสภาพบังคับได้ทันทีที่รัฐธรรมนูญประกาศให้มีผลใช้บังคับโดยไม่ต้องรอให้มีการบัญญัติกฎหมายอนุวัติการมาใช้บังคับก่อน
โดย การดำเนินการตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่จะต้องแจ้งต่อรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีกฎหมายมารองรับ ดังนั้นการกระทำดังกล่าวของสำนักงานหรือคณะกรรมการกฤษฎีกา ถือว่าเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น
สำหรับบุคคลที่ถูกนายศรีสุวรรณร้องทุกข์กล่าวโทษต่อป.ป.ช.มี 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 และคณะ 2.นายวัฒนา รัตนวิจิตร ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 5 และคณะ 3.นางพรทิพย์ จาละ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา







