posttoday
ทักษิณแถลงปิดคดี ป้องขุมทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน

ทักษิณแถลงปิดคดี ป้องขุมทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน

09 กุมภาพันธ์ 2553

ทรัพย์ที่คตส. ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้น เป็นทรัพย์ที่พ.ต.ท.ทักษิณและคู่สมรสมีอยู่ก่อนที่จะเป็นนายกฯ จึงไม่ใช่ทรัพย์ที่ได้มาจากการร่ำรวยผิดปกติ หรือได้มาโดยไม่สมควรจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งนายกฯ และไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดให้คตส. นำมาขอให้ตกเป็นของแผ่นดินได้

ทรัพย์ที่แท้จริงในคดีนี้ คือ หุ้นบริษัท ชินคอร์ป จำนวน 1,419,490,150 หุ้น ส่วนเงินจำนวน 76,621,603,061.05 บาทเป็นเพียงเงินที่ได้จากการขายหุ้น (ทรัพย์) ดังกล่าวจำนวน 69,722,880,932.05บาท รวมเงินปันผลของหุ้นอีกจำนวน 6,898,722,129 บาท

โดยข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่า หุ้นบริษัท ชินคอร์ป ในคดีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณและคู่สมรสได้มาจากการก่อตั้งบริษัทชินคอร์ป ตั้งแต่ปี 2526 และทยอยซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนแห่งการถือหุ้นตลอดมาด้วยเงินของตัวเองที่ได้จากการทำมาหากินโดยสุจริต ตั้งแต่ยังมิได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

หุ้นดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายและความชอบธรรมทุกประการ และไม่ปรากฏว่ามีพยานฝ่ายใด คนใด โต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว ดังนั้น คตส.จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้

ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อป้องปรามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้อำนาจหน้าที่ไปแสวงหาทรัพย์สินหลังจากที่เข้าดำรงตำแหน่งหรือมีอำนาจของรัฐแล้ว ดังนั้นหุ้นชินคอร์ปที่มีการขายในคดีนี้ จึงไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐเพื่อแสวงหาทรัพย์สิน

สำหรับทรัพย์สินที่เป็นตัวหุ้นซึ่งมีอยู่ก่อนการดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ได้แสดงราคาไว้เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2544 ก่อนดำรงตำแหน่งนายกฯ ในวันที่ 9 ก.พ. 2544 เป็นเงิน 31,837,638,568 บาท เงินจำนวนนี้ จึงเป็นทรัพย์สินที่พ.ต.ท.ทักษิณและคู่สมรสมีอยู่ก่อนและได้โอนให้แก่บุคคลในครอบครัวไปแล้ว ก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหาจะดำรงตำแหน่งนายกฯ จึงไม่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาใดๆ ในคดีนี้

ส่วนเงินปันผลที่ผู้ถือหุ้นทุกคนได้รับตามสัดส่วนการถือหุ้นตลอดระยะเวลาตั้งแต่จัดตั้งบริษัทและมีการจ่ายเงินปันผลตั้งแต่ปีพ.ศ. 2534 เป็นต้นมา ที่คตส. มีคำสั่งอายัด และผู้ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินเป็นเงินจำนวน 6,898,722,129 บาท ก็เป็นเงินที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาในการดำรงตำแหน่งนายกฯ เพราะเป็นเงินที่ผู้ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย

การที่คตส. ได้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เงินที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมด 7.6 หมื่นล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน จึงเท่ากับขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณและคู่สมรสมีอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาและไม่มีข้อเท็จจริงใดให้ต้องพิจารณาวินิจฉัยให้เงินจำนวนดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินได้เลย การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เงินจำนวนนี้ตกเป็นของแผ่นดินจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามหลักการและบทบัญญัติของกฎหมายแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ประเด็นตามข้อกล่าวหาจึงอยู่ที่มูลค่าหุ้นซึ่งมีราคาสูงขึ้นหลังจากผู้ถูกกล่าวหาเข้าดำรงตำแหน่งเพียงประเด็นเดียวว่า ราคาหุ้นที่ขายส่วนที่เกินกว่า 31,837,638,568 บาท เป็นราคาที่ได้มาตามปกติหรือเป็นราคาที่สูงผิดปกติ จนเข้าลักษณะการร่ำรวยผิดปกติโดยได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรตามที่ถูกกล่าวหา

ประเด็นนี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้แสดงพยานหลักฐานอันเป็นข้อเท็จจริงของราคาซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ศาลเห็นมาโดยตลอดว่าหุ้นชินคอร์ปนั้นมิได้มีการขายหุ้นแก่กลุ่มกองทุนเทมาเซกในราคาที่สูงผิดปกติ แต่เป็นหุ้นที่มีการซื้อขายในราคาปกติ โดยมีราคาไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และการปรับตัวของราคามีทั้งขึ้นและลงในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกับการขึ้นลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน

นอกจากนี้ จากคำเบิกความของพยานที่เกี่ยวข้องล้วนเบิกความว่า การออกมาตรการต่างๆ ของรัฐไม่ได้เป็นการกระทำให้มีผลเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ป แต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่เป็นมาตรการที่เป็นผลประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ประเทศชาติไม่ได้เสียหายแต่อย่างใด

โดยเฉพาะนายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการคตส. ผู้ตั้งข้อกล่าวหา และเป็นอนุกรรมการไต่สวนสรุปสำนวนคดีนี้เอง แม้จะได้ชี้มูลความผิดโดยอ้างว่ามาตรการตามข้อกล่าวหาเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ป ทำให้สามารถขายหุ้นในราคาที่สูง เงินที่ได้จากการขายหุ้นจึงเป็นการได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร แต่จากการไต่สวนในศาล นายแก้วสรร อติโพธิ กลับเบิกความต่อศาลว่า ในการชี้มูลความผิดคดีนี้ คตส.ไม่ได้พิจารณา ไม่ได้สนใจว่ามูลค่าหุ้นชินคอร์ปจะมีราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อย่างไร เพียงใด และเป็นราคาที่สูงผิดปกติหรือไม่ และไม่เคยตรวจ สอบราคาซื้อขายที่ตลาดหลักทรัพย์เลย

เพราะคดีนี้ คตส.พิจารณาเพียงว่าหากหุ้นดังกล่าวยังคงเป็นของพ.ต.ท.ทักษิณและคู่สมรสหลังจากดำรงตำแหน่งนายกฯ แล้ว ก็ต้องยึดเงินที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมดให้ตกเป็นของรัฐในทันที โดยไม่ต้องพิจารณาว่าเป็นการขายหุ้นในราคาสูงต่ำผิดปกติหรือไม่เพียงใด และราคาหุ้นนั้นเกี่ยวข้องกับมาตรการต่างๆ อย่างไร

แสดงว่าแม้แต่ในเรื่องมูลค่าหรือราคาหุ้นจะเป็นราคาปกติหรือสูงกว่าปกติอย่างไร หรือเป็นราคาที่ได้มาโดยสมควรหรือไม่ คตส.ก็เห็นว่ามิใช่เป็นประเด็นสำคัญแห่งคดีแต่อย่างใดทั้งสิ้น ดังนั้นจึงเท่ากับคดีนี้ในเรื่องทรัพย์สินนั้นในประเด็นแรกว่าหุ้นเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อน ไม่อาจนำมาพิจารณาหาความผิดได้แล้ว ก็จะกลายเป็นว่าในประเด็นที่ 2 มูลค่าหรือราคาหุ้นว่าได้มาโดยร่ำรวยผิดปกติหรือโดยไม่สมควรหลังจากเป็นนายกฯ หรือไม่ ก็มิใช่ประเด็นสำคัญอีกเช่นกัน เพราะคตส. มิได้ดูเรื่องมูลค่าหรือราคาหุ้น ผลสุดท้ายจึงกลายเป็นว่าคดีนี้เป็นเรื่องไม่มีประเด็นตามบทบัญญัติของกฎหมายให้ต้องพิจารณาวินิจฉัยว่ามีเหตุตามกฎหมายที่จะร้องขอให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ เพราะคตส. ยอมรับเองว่าไม่ได้พิจารณาตามหลักการที่กฎหมายบัญญัติไว้

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลว่า ข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้างในคำร้องแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง คำร้องดังกล่าวจึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายพิจารณาความ ขอให้ศาลยกคำร้องที่ยื่นมาในลักษณะนี้เสีย

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี