posttoday
ยูเทิร์นอันตราย นโยบายการเงิน

ยูเทิร์นอันตราย นโยบายการเงิน

08 กุมภาพันธ์ 2553

ไม่ได้หักมุมหรือยูเทิร์นนโยบายการเงินอย่างที่หลายฝ่ายวิตก งานนี้อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะเปิดทางให้ธปท.ขยับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่

ไม่ได้หักมุมหรือยูเทิร์นนโยบายการเงินอย่างที่หลายฝ่ายวิตก งานนี้อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะเปิดทางให้ธปท.ขยับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่

โดย...ทีมข่าวการเงิน

การออกมาส่งสัญญาณ “ทบทวน” นโยบายดอกเบี้ยต่ำของนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถือว่าเป็นสัญญาณที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่อยากได้ยิน...

เพราะเศรษฐกิจไทยกำลังดีวันดีคืน ปลายปีที่แล้ว คาดว่าจะบวก 4.5% ส่วนต้นปีนี้น่าจะบวกอีก 5%ดังนั้น การดันดอกเบี้ยขึ้นสูงแบบไม่ให้ตั้งตัว จึงเสมือนเครื่องบินที่กำลัง “เทกออฟ” จากรันเวย์อยู่ดีๆ สุดท้ายกัปตันกลับต้องเหยียบเบรกตัวโก่ง คนนั่งก็มีสิทธิหัวทิ่มไปด้วยทำให้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา

ยูเทิร์นอันตราย นโยบายการเงิน

รัฐมนตรีหลายคนต้องติดเบรกผู้ว่าการธาริษา เตือนว่าถ้าขึ้นดอกเบี้ยควรขึ้นปลายปีได้หรือไม่โดยเฉพาะ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ที่ระบุว่า สถานการณ์ดอกเบี้ยโลกก็ยังไม่ขยับตัวเลขเศรษฐกิจรายสาขาก็ไม่ได้ร้อนแรงถึงเลขสองหลัก

แล้วธปท.จะแอ็กชันขึ้นดอกเบี้ยเร็วจี๋ไปเพื่ออะไร...ดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% ก็ถือว่าดีอยู่แล้ว

แต่ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์กลับเห็นด้วยกับธปท. และเห็นต่างกับรัฐบาล

โดยนายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การประกาศเลิกใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำของธปท.ถือว่าเหมาะสมแล้ว

เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาดอกเบี้ยต่ำมานานเกินไป และขณะนี้อัตราเงินเฟ้อก็เริ่มปรากฏชัดว่าสูงขึ้น โดยเงินเฟ้อเดือนม.ค. 2553 สูงขึ้นมาอยู่ที่ 4.1% มากที่สุดในรอบ 16 เดือน จากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่ม 3.2% หมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น 4.7%

นายตีรณ มองว่า ธปท.อาจเกรงว่าถ้าปล่อยให้ดอกเบี้ยต่ำอยู่ต่อไป จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบศรษฐกิจ เพราะคนจะมองว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ดีขึ้น จึงต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ อย่างไรก็ตาม ผลพวงจากการขึ้นดอกเบี้ย ก็ทำให้ธปท.ต้องวิตก เพราะค่าเงินบาทอาจไม่อ่อนตามที่ธปท.ต้องการ

หมายความว่า เงินทุนจากต่างประเทศอาจไหลบ่าเข้ามาเพื่อกินดอกเบี้ยที่สูงของไทยอีกรอบ

“ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องมาคุยกันอย่างจริงจังในเรื่องนี้ เพราะมันเป็นความขัดแย้งของนโยบาย เป็นทางเลือก และต้องพิจารณาจังหวะที่เหมาะสม” นายตีรณ กล่าว

ทั้งนี้ ธปท.ได้ใช้นโยบายตรึงดอกเบี้ยต่ำมาตั้งแต่กลางปี 2551 เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต ในขณะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ไทยต้องพึ่งพากำลังซื้อในประเทศ ในช่วงที่สภาพคล่องของสถาบันการเงินมีสูง

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ มองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การยูเทิร์นนโยบายเศรษฐกิจ เพียงแค่เป็นการปรับให้เหมาะกับสถานการณ์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องธรรมดาที่กระทรวงการคลัง ที่ดูแลนโยบายอีกขาไม่อยากเห็นดอกเบี้ยที่สูงเกินไป

เนื่องจากรัฐบาลมีภาระหนี้ค่อนข้างสูง หากปรับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่ เท่ากับว่าภาระหนี้ต่องบประมาณย่อมสูงเป็นเงาตามตัว
ปัจจุบันหนี้สาธารณะของประเทศไทยอยู่ที่ 3.96 ล้านล้านบาท หรือ 45.56% ของจีดีพี

แยกเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 2.57 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1.1 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 2.01 แสนล้านบาท หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 8.26 หมื่นล้านบาท

“จริงๆ แล้วถึงขึ้นดอกเบี้ยภาระหนี้ของคลังก็เพิ่มขึ้นไม่มาก ไม่น่ากังวล” ตีรณ กล่าว

ส่วนที่รัฐบาลเกรงว่าการปรับนโยบายการเงินจะทำให้เศรษฐกิจที่ร้อนแรงชะลอตัวนั้น คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นกับดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว

“คงดูแค่ดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูตัวแปรอื่นด้วย เช่น ตลาดเงิน ตลาดทุนว่าเป็นอย่างไร” นายตีรณ กล่าว

ในมุมมองของธปท.นั้น นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงินธปท. เปิดเผยว่า เมื่อย้อนไปเมื่อปี 2547-2550 ดอกเบี้ยเป็นช่วงขาขึ้น ก่อนจะเป็นขาลงในปี 2551 เพื่อประคองเศรษฐกิจให้เดินต่อไปได้

“หนนี้ดอกเบี้ยกลับเป็นขาขึ้นอีกครั้ง ธปท.มั่นใจว่าตลาดและภาคธุรกิจรับรู้และเตรียมตัวรับมือ” นายบัณฑิต กล่าวโดยยืนยันว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับทิศทางดอกเบี้ยจากระดับต่ำ 1.25% ไปสู่ระดับปกติมากขึ้น เพราะตัวเลขเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดี นโยบายการเงินจึงต้องปรับทิศทาง

ที่สำคัญคือจังหวะต้องเหมาะสม ทำให้เวลานี้ธปท.ต้องลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูลระดับจุลภาค เพื่อให้เข้าใจทุกย่อมหญ้า เพราะเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาคจะได้เดินไปด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่สถาบันการเงินจะไม่ตอบสนองนโยบายของธปท. ซึ่งก็น่าเป็นห่วง เพราะการปรับดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากของธนาคารนั้นขึ้นกับสภาพคล่องในแต่ละแบงก์ด้วย

นายบัณฑิต ระบุว่า เมื่อมองย้อนกลับไป 10 ปีที่ผ่านมา พอใจกับการดำเนินนโยบายการเงิน เศรษฐกิจโตเฉลี่ยปีละ 4% เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มเฉลี่ยปีละ 2.5% เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มเฉลี่ยปีละ 1%

วิธีดำเนินนโยบายโดยใช้เงินเฟ้อ (Inflation Targeting) เป็นเป้าหมายควบคู่ไปกับการกำกับธนาคารพาณิชย์ (Macro Potential) บรรลุตามเป้าหมายได้ทั้งรักษาเสถียรภาพด้านราคา และระบบการเงินของประเทศ

“ย้อนกลับไปการดำเนินนโยบายแบบนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากธนาคารกลางประเทศอื่นๆ แต่ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นแนวคิดที่ไม่ผิดพลาด สามารถดูแลไม่ให้บางกลุ่มธุรกิจเติบโตเกินตัวจนเกิดภาวะฟองสบู่” นายบัณฑิต ระบุ

 ทั้งนี้การใช้ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานที่หักราคาน้ำมันและอาหารสดออกไป เป็นตัววัดเสถียรภาพเศรษฐกิจถือว่ายังใช้ได้ดีอยู่

...การปะทะทางความคิดเกี่ยวกับนโยบายดอกเบี้ยต่ำระหว่างรัฐบาลและธปท.น่าจะค่อยๆ ได้ข้อยุติเพราะทุกฝ่ายมองตรงกันว่าธปท.จะขยับดอกเบี้ยเพียง 0.25-0.5% เท่านั้น

ไม่ได้หักมุมหรือยูเทิร์นนโยบายการเงินอย่างที่หลายฝ่ายวิตก งานนี้อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะเปิดทางให้ธปท.ขยับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่??
และทำอย่างไรไม่ให้ภาพที่ออกมาดูเหมือนการเมืองเข้าแทรกธปท.!!!


 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท