
จับตาพญามังกรอ่อนแรงส่อสัญญาณเข้าช่วงขาลง
วานนี้ สำนักงานบริหารอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแห่งรัฐ (SAFE)
วานนี้ สำนักงานบริหารอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแห่งรัฐ (SAFE)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
วานนี้ สำนักงานบริหารอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแห่งรัฐ (SAFE) ประกาศว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เกินดุลลดลงมาถึง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มีเม็ดเงินไหลเวียนเพียง 2.98 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดวูบไปอย่างน่าใจหายเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 4 ที่มีเม็ดเงินอยู่ที่ 1.02 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นมาตรวัดความเคลื่อนไหวด้านการค้าระหว่างจีนกับนานาประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาจีนมักได้เปรียบดุลอย่างเป็นกอบเป็นกำ เฉพาะตลอดปีที่แล้วได้เปรียบดุลการค้าถึง 17%
การที่จีนได้เปรียบดุลลดลงอาจเป็นผลมาจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก เพราะเกี่ยวข้องกับการแข็งค่าของเงินหยวน หรือแรงซื้อจากสหรัฐและยุโรปที่ลดลง จากที่เคยเป็นแรงกระตุ้นยอดค้าขายของจีนในช่วงฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย นอกจากนี้ ยังอาจเกี่ยวกับมาตรการควบคุมโดยรัฐบาลจีนเอง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเดียวกันตัวเลขเศรษฐกิจของจีนปรับลดลงอย่างผิดสังเกตเช่นกัน ซึ่งแม้จะเข้าทางรัฐบาลที่ต้องการลดอุณหภูมิการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ให้ร้อนแรงเกินไป แต่ตัวเลขดิบและตัวเลขประเมินที่ออกมาอาจตอกย้ำความกังวลลึกๆ ของผู้นำจีนเกี่ยวกับทิศทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่มีเสถียรภาพ
เมื่อราวปี 2550 หรือช่วงเวลาคึกคักสุดขีด 2 ปีก่อนที่เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงตามภาวะถดถอยทั่วโลก นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า แสดงความกังวลว่า เศรษฐกิจจีนเริ่มแสดงอาการไร้เสถียรภาพ ไร้สมดุล ไม่มีความสอดคล้องระหว่างภาคส่วนต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจ และถึงที่สุดแล้วอาจไม่สามารถประคับประคองให้ตลอดรอดฝั่งได้
ในปีนี้นายกรัฐมนตรีจีนเริ่มเปรยถึงสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน และล่าสุดตัวเลขประเมินและตัวเลขจริงจากภาครัฐและภาคเอกชนช่วยตอกย้ำความกังวลของผู้นำจีนให้เด่นชัดขึ้น
เริ่มจากผลการสำรวจโดยธนาคาร HSBC เมื่อวันที่ 23 พ.ค. พบว่า ดัชนีภาคการผลิต หรือ PMI ของจีนในช่วงเดือน พ.ค. ปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 10 เดือน โดยลงมาอยู่ที่ 51.1 จุด จาก 51.8 จุด ซึ่งนับเป็นการเคลื่อนลงต่ำใกล้กับเส้นตายที่ 50 จุดเข้าไปทุกที หากลงต่ำกว่า 50 จุดเมื่อใด เท่ากับภาคการผลิตของจีนเริ่มติดขัดแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมลดต่ำลง เงินเฟ้อยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น จนไต่ขึ้นมาแตะ 5.3% เมื่อช่วงเดือน เม.ย.
ความเคลื่อนไหวที่สวนทางกันของตัวเลขเหล่านี้ นับเป็นการบ่มเพาะให้เกิดความสั่นคลอนในระบบเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี และรัฐบาลจีนจะต้องมองว่าปรากฏการณ์นี้มิใช่ความสำเร็จจากการชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ แต่เป็นภาวะอันตรายที่ต้องหาทางแก้ไขโดยด่วน
คล้อยหลังเพียงวันเดียว Goldman Sachs กลายเป็นสถาบันการเงินแห่งล่าสุดที่เริ่มขบวนปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนลงมาอยู่ที่ 9.4% ในปีนี้ จาก 10% เมื่อปีที่แล้ว โดยชี้ว่าภาคธุรกิจจะมีผลประกอบการลดลง เนื่องจากมาตรการชะลอความร้อนแรงโดยรัฐบาลจีน
ส่วนแนวโน้มเงินเฟ้อจะยิ่งรุนแรงขึ้นเฉลี่ยตลอดทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 4.7% ปรับขึ้นมาจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ 4.3% และอาจพุ่งขึ้นมาแตะระดับสูงสุดในรอบปีที่ 5.6% ในเดือน มิ.ย.นี้ เนื่องจากราคาเนื้อหมูอันเป็นอาหารหลักของชาวจีน และเป็นดัชนีชี้นำราคาสินค้าตัวอื่นๆ มีอัตราปรับขึ้นมาถึง 44% แล้วเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553
ไม่เฉพาะแค่ Goldman Sachs เท่านั้น แต่ พ.ค.เดือนเดียว มีสถาบันการเงินชั้นนำของโลกยกขบวนกันปรับลดตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจจีนกันอย่างขนานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท Credit Suisse บริษัท J.P.Morgan บริษัท Daiwa Securities และบริษัท ING
หัวขบวนอย่าง Credit Suisse ปรับตัวเลขสำหรับปีนี้ลงเหลือ 8.8% จากเดิม 9.1% ส่วน J.P.Morgan ปรับลง 9.4% จาก 9.5% ขณะที่ Daiwa Securities ปรับลงมา 9.2% จากเดิม 9.6% และ ING ปรับลงมา 9.8% จาก 10.2%
ประจักษ์พยานที่ตอกย้ำช่วงขาลงของจีนผ่านตัวเลขเหล่านี้ แม้แต่ตลาดทุนในเอเชียยังรับรู้และสั่นคลอนอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และตลาดหุ้นฮ่องกง ซึ่งผูกติดกับการลงทุนของนักลงทุนสัญชาติมังกรอย่างเหนียวแน่น
เฉพาะตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ดัชนีซื้อขาย วานนี้ ลดลงต่ำสุดในรอบ 5 เดือน
นับเป็นปฏิกิริยาที่ผิดปกติอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาแนวโน้มชะลอตัวลงไม่เคยเป็นปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นได้ถึงเพียงนี้ ยกเว้นเพียงช่วงระหว่างปี 2551-2552 ซึ่งเศรษฐกิจจีนเคยต่ำที่สุดถึง 6.2% แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2551 จีนขยายตัวในอัตราเฉลี่ย 10.1% มาโดยตลอด (เว้นเพียงช่วงปีที่ระบุไว้ข้างต้น) แต่ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่เข้าที่เข้าทาง ทำให้จีนเสี่ยงที่จะ “วูบ” เอาง่ายๆ
การที่นายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่าแสดงความกังวล และย้ำให้ทุกหน่วยงานชะลออัตราการขยายตัวก็เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะขาลงอย่างรุนแรง หากจะต้องถึงช่วงขาลงจริงก็ควรลงอย่างเป็นระบบ หรือปรับอัตราการขยายตัวให้ลงมาจาก 10% ให้เหลือหลักเดียว แต่เป็นหลักเดียวที่ยังอยู่ในระดับสูง
หลี่ต้าวคุ่ย ที่ปรึกษาของธนาคารกลางจีน (PBOC) สะท้อนความปรารถนาของภาครัฐ ด้วยการชี้ว่าเศรษฐกิจจีนควรขยายตัวในอัตราเฉลี่ย 9% ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ ซึ่งถือเป็นอัตราที่พอเหมาะ ไม่มากไม่น้อยไปกว่าช่วงปีทองระหว่างปี 2548-2549
หากเงินเฟ้อไม่เลวร้ายลงไปกว่านี้ ดังที่เคยเฉียด 9% ระหว่างปี 2550-2551
พิจารณาจากทัศนะของหลี่ต้าวคุ่ย ซึ่งถือเป็นมันสมองหนึ่งของภาคการเงินแดนมังกร ดูเหมือนว่านักวิเคราะห์ฝั่งจีนจะยังมองในแง่บวกอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ในโลกตะวันตกไม่ได้มองโลกในแง่ดีถึงเพียงนั้น หนึ่งในนั้นคือ นูเรียล รูบินี จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ผู้ที่เคยพยากรณ์วิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2551-2552 ล่าสุดพยากรณ์อีกครั้งว่า เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวอย่างรวดเร็ว
คาดว่า จุดๆ นั้นจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเร็วที่สุดในปี 2556 เนื่องจากการลงทุนสินทรัพย์คงที่ในจีนจะสะดุดตัวลงอย่างฉับพลัน
หากรัฐบาลจีนไม่ประมาท ควรเห็นตรงกับรูบินี และควรเร่งระดมสมองเพื่อป้องกันช่วงขาลงที่อาจลงอย่างรุนแรง จนจีนกลายเป็นเหยื่ออีกหนึ่งรายของภาวะเศรษฐกิจสั่นคลอน ดังที่กำลังเกิดขึ้นกับสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น







