posttoday
รีไฟแนนซ์หนี้บัตร ของดี ที่ไม่ตรงเป้า

รีไฟแนนซ์หนี้บัตร ของดี ที่ไม่ตรงเป้า

25 พฤษภาคม 2554

โครงการรับรีไฟแนนซ์ลูกหนี้ดีที่ถือครองบัตรเครดิต

โครงการรับรีไฟแนนซ์ลูกหนี้ดีที่ถือครองบัตรเครดิต

 
โดย...ทีมข่าวการเงิน

โครงการรับรีไฟแนนซ์ลูกหนี้ดีที่ถือครองบัตรเครดิตเพื่อลดภาระการจ่ายดอกเบี้ยลงมาเหลือแค่ 10% จากที่เสียอยู่ 20% จนกลายเป็นดินพอกหางหมูทำมาหาได้ต้องจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยอยู่ร่ำไปตามไอเดียของ กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ถือว่าเปิดตัวได้ดี มีสีสัน

ถือว่าร้อนแรงสร้างแรงดีดสะท้อนต่อแวดวงการเงินการธนาคารได้ไม่น้อยเมื่อพิจารณาจากเสียงบ่นจากนายธนาคาร

การเปิดรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต เพื่อลดภาระดอกเบี้ยในครั้งนี้ มีสถาบันการเงินของรัฐ 3 แห่ง เป็นหัวเรือใหญ่ คือ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

ทั้งสามธนาคารจับมือกันเหมาเข่งรับรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตที่เป็นลูกหนี้ดีทุกใบทุกธนาคาร ในอัตราดอกเบี้ยหรืออัตรากำไรเฉลี่ยถูกแสนถูกแค่ 10% เท่านั้น

รีไฟแนนซ์หนี้บัตร ของดี ที่ไม่ตรงเป้า

 

การคิดดอกเบี้ย หรืออัตรากำไรดังกล่าว จะส่งผลให้ลูกหนี้บัตรเครดิตเบาตัวไปกว่าครึ่ง เพราะปัจจุบันโดนโขกดอกเบี้ยบัตรเครดิตกันอยู่ตามราคามาตรฐานก็ปาเข้าไปปีละ 20% เป็นอย่างน้อย

การที่กระทรวงการคลังเข็นมาตรการนี้ออกมาจึงเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระมนุษย์เงินเดือนประเภทที่ใช้เงินแบบเดือนชนเดือนได้อย่างมาก

ปัจจุบันนี้มนุษย์เงินเดือนระดับกลางและล่างล้วนแล้วแต่มีบัตรเครดิตอยู่คนละหลายใบ เพื่อใช้จ่ายซื้อสินค้าล่วงหน้า และใช้เป็นแหล่งเงินหมุนใช้สร้างหนี้สินต่างๆ รวมถึงใช้หนี้บัตรเครดิตด้วยกันเองก็มีไม่น้อย

ดังนั้น การลดภาษีดอกเบี้ยลงกว่าครึ่งทำให้มนุษย์เงินเดือนเบาตัว เหมือนได้ต่อลมหายใจให้คนที่หมุนเงินแบบเดือนชนเดือนเหนื่อยน้อยลงกว่าเดิมได้อย่างมาก

ขนาดข้าราชการในบางหน่วยงาน และพนักงานรัฐวิสาหกิจบางแห่งในศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะเป่าปากกันวี้ดวิ้ว

ในส่วนของรัฐบาลไม่ต้องพูดถึง การเข็นโครงการชนิดแทงกล่องดวงใจคนทำงานมนุษย์เงินเดือนที่เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้ว ในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทำให้โกยคะแนนในส่วนนี้ไปเต็มๆ

อานิสงส์อีกดอกหนึ่งของโครงการนี้คือ การส่งผลดีกับธุรกิจบัตรเครดิตโดยรวม เพราะจะเป็นแรงกดดัน เป็นแรงเหวี่ยงให้ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นเสือนอนกินดอกเบี้ย แบบหวานปากอิ่มท้องมานาน ต้องตื่นขึ้นมาคิดเพื่อรักษาฐานลูกค้าที่กำลังลอยหลุดมือไป เพราะคนได้เงินกู้ดอกเบี้ยถูกไปกว่าครึ่ง

แน่นอนว่า ไม่ช้าไม่นานธนาคารจะต้องลดแลกแจกแถมคืนกำไรให้กับลูกค้ามากขึ้น เพื่อรักษาลูกค้าไว้

หรือไม่ก็พร้อมจะลดดอกเบี้ยลงมา หรือลดเงื่อนไขบางประการให้ลูกค้ารักษาวงเงินไว้

ยิ่งกรณ์ประกาศว่า หากกลับมาเป็น รมว.คลังอีกสมัยจะเดินหน้าโครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อเงินสด จึงเปรียบเสมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว

อย่างไรก็ตาม หากพิเคราะห์ในกระบวนการทำงานจะพบว่า โครงการนี้ก็ยังมีจุดอ่อนที่ต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่เหมือนกันว่า จะมีคนแห่มารีไฟแนนซ์เป็นเทน้ำเทท่า เหมือนตอนเปิดตัวกันหรือไม่

เพราะธนาคารรัฐทั้ง 3 แห่งดูเหมือนจะตั้งแง่ แสนงอนกับกระบวนการจัดการไม่น้อย กระบวนการจึงอืดอาดยืดยาด

ปี๊บที่จะตีให้ดังป๊าบๆจึงอาจจะดังแปะๆๆ

หนึ่ง โครงการนี้จะเริ่มคิกออฟตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ถึงสิ้นเดือน ส.ค. 2554 กำหนดว่าลูกหนี้จะมารีไฟแนนซ์ต้องมีประวัติดีนับตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย. 2554 เป็นต้นไป ที่สำคัญให้รีไฟแนนซ์กี่บัตรเครดิตก็ได้ แต่อั้นวงเงินรวมกันแล้วไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน และไม่เกิน 3 แสนบาท

คนเงินเดือน 2 หมื่นก็ได้แค่ 1 แสนบาทเท่านั้น ไม่มากนัก...ขณะที่คนเหล่านี้มีหนี้ท่วมหัว

สอง การกำหนดเป็นปมเงื่อนว่าคนที่รับรีไฟแนนซ์ได้จะต้องเป็นลูกหนี้ดี และวงเงินน้อย ทำให้เป็นการตัดสิทธิลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตออกไปเป็นจำนวนมาก

เนื่องเพราะคำว่า “ดี” นั้น ธนาคารรัฐอาจจำกัดวงแคบไว้เฉพาะคนไม่มีการค้างหนี้

มนุษย์เงินเดือนที่ผ่อนเดือนค้างเดือนสองเดือน แต่ยังเป็นหนี้ดีจะทำอย่างไร?

เพราะจากข้อมูลการใช้บัตรเครดิตปัจจุบันมี 14 ล้านราย โดยเป็นหนี้ที่มีการชำระปกติ 12 ล้านราย ในจำนวนนี้ 2 ล้านราย ชำระหนี้เต็มจำนวน

ตัวเลขดังกล่าวเท่ากับว่า จะเหลือลูกหนี้ 10 ล้านราย ที่มีสิทธิรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต แต่ไม่เกิน 3 แสนบาท โดยจากตัวเลขพบว่ามีลูกหนี้ถึง 9.5 ล้านราย มีหนี้เกิน 3 แสนบาท

จึงเหลือผู้ถือบัตรเพียง 9.5 แสนราย ที่มีหนี้รวมแล้วไม่เกิน 3 แสนบาทต่อราย รวมยอดหนี้ 1.5 แสนล้านบาท คือผู้ที่มีสิทธิได้รับการรีไฟแนนซ์หนี้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

สาม เงื่อนไขการรีไฟแนนซ์ยังมีเงื่อนไขล็อกลูกหนี้ที่เข้าโครงการว่า ต้องมีหนังสือแสดงเจตจำนงกับธนาคารรัฐทั้ง 3 แห่งว่า จะไม่ก่อภาระหนี้บัตรเครดิตใบที่มารีไฟแนนซ์เพิ่มเติมในระยะเวลา 1 ปี

ตรงนี้อาจถือว่า เป็นจุดตายที่ทำให้โครงการนี้เข็นก็ได้ใครจะไปรู้

อย่างที่รู้กันว่ามนุษย์เงินเดือนไม่สูงนัก นิยมทำบัตรเครดิตหลายใบเพื่อใช้หมุนเงิน ดังนั้นการเข้าโครงการแบบมีเงื่อนไขเช่นนี้ ทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถใช้บัตรเครดิตที่มารีไฟแนนซ์นานถึง 1 ปี ขยับหมุนเงินไม่ได้เหมือนที่ผ่านมา

นี่อาจจะเป็นจุดตายที่ทำให้ลูกหนี้ที่เดือดร้อนอาจไม่สนใจเข้าโครงการมากตามที่คาดก็ได้ เพราะการได้ลดดอกเบี้ย แต่ทำให้การหมุนเงินผ่านบัตรเครดิตมีปัญหา ทำให้อาจได้ไม่คุ้มเสีย

ดังนั้น ยอดรีไฟแนนซ์ที่ 3 ธนาคารรัฐตั้งไว้ 1 หมื่นล้านบาท อาจจะไม่มากท่วมท้นอย่างที่คาดหมายไว้ก็ได้

โดยหลักการหากรัฐบาลต้องการช่วยลดภาระของลูกหนี้บัตรเครดิตจริง ก็ควรช่วยในส่วนของลูกหนี้ที่มีปัญหา เพราะในส่วนนี้ก็จะเป็นลูกหนี้ที่หนี้ท่วมบัตรขยับไปไหนไม่ค่อยได้อยู่แล้ว เพราะธนาคารพาณิชย์ไม่สนใจให้ทำบัตรเครดิตเพิ่ม แต่นี่ดันไปช่วยลูกหนี้ดีให้มีดอกเบี้ยลดลง

ตัวเลขพบว่ามีลูกหนี้บัตรเครดิตที่มีปัญหาหนี้มีมากถึง 2 ล้านราย หากรัฐบาลใจกล้าเปิดให้ลูกหนี้บัตรเครดิตส่วนนี้เข้าโครงการชุบชีวิตที่ถูกคิดดอกเบี้ยค่าปรับรวมแล้วเหนาะๆ 28% จะทำให้ยอดการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตพุ่ง และเป็นการช่วยคนที่มีปัญหาการเงินจริงๆ

แม้ว่าจะไปทำให้เกิดการเบี้ยวหนี้หรือพฤติกรรมที่ไม่ดี

เงื่อนไขนี้ธนาคารรัฐกอดคอกันส่ายหน้าหนี้ไม่เอาด้วย เพราะกลัวหนี้เสียท่วมธนาคาร ที่ผ่านมาธนาคารอิสลามก็เคยทำโครงการนี้มาก่อน ปรากฏว่า หนี้เสียโตไวจนรับไม่ไหว ต้องชะลอโครงการออกไปในที่สุด

นอกจากการเปิดรับรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตแล้ว รัฐบาลควรดำเนินการรับรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเงินสดของนอนแบงก์ต่างๆ ที่ปัจจุบันเสียดอกเบี้ยสูงถึง 28% หนักข้อกว่าดอกเบี้ยของบัตรเครดิตเข้าไปอีก ซึ่งจะเป็นการแก้ไขดัดหลังผู้ประกอบการดอกเบี้ยโหดได้ตรงจุดมากกว่า

ดังนั้น โครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต จึงเป็นของดีมาถูกที่ถูกเวลา แต่ไม่ถูกจุด ทำให้ต้องลุ้นเหนื่อยหนักเหมือนกันว่า จะประสบความสำเร็จ

คนกำกับการจะได้เสียงเป็นกอบเป็นกำอย่างที่วาดฝันไว้หรือไม่

ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง!!

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ