
ดาบสองคม"นิรโทษกรรม"วิกฤตรอบใหม่ใกล้เข้ามา
แต่ละพรรคการเมืองโหมนโยบายมัดใจมวลชน แต่ดูเหมือนโยบายที่จะกลายเป็นระเบิดเวลานับจากเลือกตั้งไปจนถึงหลังเลือกตั้ง หนีไม่พ้น การออกกฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมือง....
แต่ละพรรคการเมืองโหมนโยบายมัดใจมวลชน แต่ดูเหมือนโยบายที่จะกลายเป็นระเบิดเวลานับจากเลือกตั้งไปจนถึงหลังเลือกตั้ง หนีไม่พ้น การออกกฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมือง....
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
แต่ละพรรคการเมืองโหมนโยบายมัดใจมวลชน แต่ดูเหมือนโยบายที่จะกลายเป็นระเบิดเวลานับจากเลือกตั้งไปจนถึงหลังเลือกตั้ง หนีไม่พ้น การออกกฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมือง
พรรคเพื่อไทยหวังผลจากการนิรโทษกรรมให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯกลับบ้านพ้นคดี ส่งสัญญาณมาแล้วจากโคลนนิ่งสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เผยท่าทีผ่านสื่อทุกแขนงจะนิรโทษกรรมให้ผู้ต้องหาคดีการเมืองทุกคน โดยทำทีดูดีจะรับฟังความคิดเห็นประชาชน มีคนกลางเข้ามาร่วมหาทางออก
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้จังหวะล็อคเป้าบอกกล่าวประชาชน ถ้าอยากให้ประเทศเดินหน้าต้องเลือก ปชป. แต่ถ้าอยากให้เกิดวิกฤติจากการนิรโทษกรรม ต้องเลือกเพื่อไทย ขณะที่พรรคการเมืองขนาดกลางมีท่าทีการนิรโทษกรรมที่แตกต่างกันออกไป ทั้งสนับสนุน คัดค้าน หรือหนุนอย่างมีเงื่อนไข
รศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชื่อว่า การเสนอนโยบายนิรโทษกรรมเป็นเงื่อนปมที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งได้มากหลังการเลือกตั้ง อยากให้สังคมได้พิจารณาเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างละเอียด ในความเห็นส่วนตัว มองกฎหมายนิรโทษกรรมเป็น 3 ประเด็น
1.การนิรโทษกรรมบ้านเลขที่ 111 และสมาชิกพรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองหลังการยุบพรรคไทยรักไทย หลังการรัฐประหาร 2549 ในทางวิชาการและทางนักกฎหมายมหาชนออกมาชี้ชัดว่า การยุบพรรคครั้งนั้นเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักนิติรัฐ เพราะในขณะนั้น ไม่มีกฎหมายให้ยุบพรรคมาก่อนและคำสั่งยุบพรรคเป็นคำสั่งของตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งแต่งตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ( คมช.) เพราะฉะนั้นการยุบพรรคไทยรักไทยเหมือนกับว่าสังคมยอมรับอำนาจการรัฐประหารที่ฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่มีประเทศไหนที่ศาลรับอำนาจของคณะรัฐประหารเหนือรัฐธรรมนูญและยังยอมรับอำนาจของคณะตุลการซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารและใช้กฎหมายย้อนหลัง เอาผิดกับไทยรักไทย ถ้าจะนิรโทษกรรม บ้านเลขที่ 111 มีความเป็นธรรมมากทีเดียว
2. การนิรโทษกรรมตัวคุณทักษิณ ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่ทราบได้ว่าคุณทักษิณทำผิดหรือถูกจริงๆ แต่เมื่อศาลของไทยซึ่งเป็นศาลสูงสุดในคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยแล้ว คุณทักษิณควรจะต้องเคารพกฎหมาย และต้องยอมรับความผิดนั้นเสียก่อนจะมีการอภัยโทษ หรือการนิรโทษกรรมให้ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นว่าคุณทักษิณใช้อำนาจของการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของพรรคและบีบบังคับหรือโน้มน้าวให้ ส.ส. เสียงส่วนใหญ่ออกกฎหมายนิรโทษกรรม ให้ตัวเอง อันนี้จะเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักนิติรัฐและไม่เป็นจารีตของการเป็นนักการเมืองที่ดี
3. นิรโทษกรรม ให้กับพรรคการเมืองอีกสามพรรค ที่ถูกยุบไปเมื่อ 2550 คือพรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคพลังประชาชน ดิฉันคิดว่า โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคการเมือง เพราะว่าเป็นการทำลายความสัมพันธ์ และความเชื่อมโยงระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชนแต่ว่าเมื่อ รธน. ระบุไว้เช่นนี้ ก็ควรจะต้องเคารพรัฐธรรมนูญและต้องมาแก้มาตรา 237 กันเสียก่อนถึงจะให้นิรโทษกรรม
"อยากให้แยกประเด็นนิรโทษกรรม เป็นสามประเด็นอย่างนี้ ไม่ใช่รณรงค์ให้นิรโทษกรรมนักการเมืองทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไขหรือการแยกแยะ เพราะฉะนั้นถ้า พท. ยังจะดึงดันมันก็จะกลายเป็นประเด็นละเอียดอ่อน และจะทำให้คนที่อาจจะอยากสนับสนุนคิดอีกทีนึงได้ว่า ถ้านิรโทษกรรมทั้งหมดแล้วเราจะมีกฎหมาย จะมีหลักนิติรัฐในสังคมไปเพื่ออะไร หรือเราจะมีหรือไม่ นี่เป็นคำถามใหญ่" นักวิชาการรายนี้ ระบุ
คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ( คอป.) เคยระบุไว้ในผลสอบเหตุการณ์เผาเมืองว่าข้อเสนอให้มีการนิรโทษกรรมความรุนแรงไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่อยากให้ทุกพรรคการเมืองประกาศจุดยืนที่ชัดเจนก่อนการเลือกตั้งถึงกระบวนการและแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการนำชาติบ้านเมืองไปสู่การก้าวข้ามปัญหาความขัดแย้งหลังจากการเลือกตั้ง
ผลการสอบ ระบุต่อไปว่า “การเสนอให้มีการนิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องในสถานการณ์ความรุนแรงทั้งๆที่เกิดความสูญเสียอย่างมากมายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้เข้าร่วมชุมนุมและเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ดี การดำเนินการกับผู้ชุมนุมโดยใช้กระบวนการทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างเคร่งครัดโดยไม่คำนึงถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่นำมาสู่ปัญหาการชุมนุมก็ดี ล้วนมิใช่แนวทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างยั่งยืน”
คอป. เห็นว่า แนวทางที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น คือ การที่สังคมทราบความจริงถึงสภาพปัญหาที่ทำให้ประเทศของเราก้าวมาถึงจุดนี้ และเรียนรู้ที่จะแสวงหาทางออกในการแก้ปัญหาร่วมกัน จากประสบการณ์ของประเทศที่เกิดความขัดแย้งขนาดใหญ่ที่นำมาสู่ความรุนแรงในลักษณะเช่นนี้ จะให้ความสำคัญกับการนำเอาหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ( Transitional Justice ) มาใช้ เป็นกลไกเสริมกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักซึ่งมีข้อจำกัดในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งที่มีลักษณะพิเศษเช่นนี้"
คำว่า "นิรโทษกรรม" เอ่ยขึ้นมาทีไร อ่อนไหวอย่างมากกับระบบนิติรัฐและสังคมไทย ไม่เพียงแต่ละพรรคที่เห็นแตกต่าง กลุ่มมวลชน ล้วนเฝ้ามองอยู่เช่นกัน ถ้ายังไม่สามารถทำความเข้าใจสู่ความปรองดองได้ วิกฤติรอบใหม่ก็ใกล้เห็นอยู่รำไร







