
กู้นอกระบบ-เก็บดอกโหดเฟื่องฟู ตร.หมายหัวแก๊งนอกกฏหมาย
เป็นที่รู้กันในฤดูเปิดการศึกษาใหม่ ภาระแห่งการจับจ่ายใช้สอยของผู้ปกครองเริ่มขึ้นแล้ว
เป็นที่รู้กันในฤดูเปิดการศึกษาใหม่ ภาระแห่งการจับจ่ายใช้สอยของผู้ปกครองเริ่มขึ้นแล้ว
โดย...วัสยศ งามขำ
เป็นที่รู้กันในฤดูเปิดการศึกษาใหม่ ภาระแห่งการจับจ่ายใช้สอยของผู้ปกครองเริ่มขึ้นแล้ว และหนึ่งในที่มาของเงินที่จะเข้ามาสู่ระบบ ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน เสื้อผ้า หนังสือหนังหา และอีกจิปาถะ มาจากเงินกู้ที่บรรดาผู้ปกครองหยิบยืมมาจาก “เงินกู้นอกระบบ” ที่รีดดอกเบี้ยหฤโหดสาหัส นั่นจึงเป็นการขยับตัวอีกครั้งหนึ่งของ “ตำรวจหน่วยปราบเงินกู้-ดอกโหด” ที่เตรียมตะลุย โดยคาดกันว่านายทุนโหดจะเริ่มออกปฏิบัติการทวงหนี้กันแล้ว
พล.ต.ต.วินัย ทองสอง รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหน้าเสื่อเฉือนคมกับเจ้าหนี้เงินกู้ดอกโหด ในฐานะหัวหน้า “ศูนย์ปราบปรามการปล่อยเงินกู้และทวงหนี้นอกระบบ” ยอมรับว่ากำลังตำรวจกำลังออกปราบปรามเจ้าหนี้เงินกู้นอกกฎหมายที่มีพฤติกรรมข่มขู่และทำร้ายลูกหนี้ในช่วงนี้อย่างเข้มข้น เนื่องจากบรรดาเจ้าหนี้หลายรายกำลังวางตัวเป็นขาใหญ่ เร่งเก็บหนี้สินหลังจากที่ปล่อยกู้ไปก่อนหน้าที่จะมีการเปิดเทอมของนักเรียนนักศึกษา
“เราปล่อยพวกนี้ไว้ไม่ได้ เดิมทีตำรวจมองว่าคดีปล่อยเงินกู้นอกระบบไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจ มีโทษแค่เพียงปรับเท่านั้น ก็เลยเพิกเฉย จนทำให้เจ้าหนี้พวกนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าเป็น ‘Free Market’ เลยก็ว่าได้ มันโตเร็วเพราะทำรายได้ดีมาก” พล.ต.ต.วินัย กล่าวถึงที่มาของศูนย์ปราบปรามเงินกู้ฯ ที่ตั้งขึ้นแล้วอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีกำลังตำรวจของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เป็นแขนขาหลักในการต่อกรกับธุรกิจนอกระบบเหล่านี้
นายตำรวจมือปราบชี้ให้เห็นว่า เมื่อคนจนไม่มีเงินพอก็ต้องหันหน้าไปพึ่งคนเหล่านี้ โดยเฉพาะในช่วงเปิดเทอม ปีใหม่ หรือสงกรานต์ ช่วงที่คนต้องการใช้เงินเยอะ เมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ ทั้งที่คิดดอกเบี้ยแพงมาก ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้อยละ 20 ต่อเดือน และมีการจ่ายคืนเป็นทั้งรายวันและรายเดือน หากลูกหนี้ไม่มีเงินจ่าย เจ้าหนี้พวกนี้ก็จะเริ่มใช้กำลังข่มขู่ ทำร้ายร่างกายตบตี ธุรกิจพวกนี้กำลังระบาดไปทั่วประเทศ และชาวบ้านกำลังเดือดร้อนมาก
พล.ต.ต.วินัย ย้ำว่า นโยบายของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. กำหนดให้การปราบปรามองค์กรอาชญากรรมเป็นนโยบายหลักในการจัดการ ธุรกิจนอกระบบประเภทนี้ก็ถือว่าเป็นอาชญากรรมในลักษณะที่เป็นองค์กรนอกกฎหมาย ขณะนี้ศูนย์ปราบปรามหนี้นอกระบบฯ จึงได้รวบรวมข้อมูลจำนวนเจ้าหนี้ทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว เพื่อขึ้นบัญชีไว้ว่ามีใครทำอะไรอย่างไรบ้าง และพบว่าในธุรกิจนี้ทำงานกันเป็นระบบ เริ่มจากตัวคนปล่อยเงินกู้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีอิทธิพล บางรายเป็นนักการเมืองท้องถิ่น หรือข้าราชการด้วย
“คนปล่อยเงินกู้จะมีทีมทำงาน โดยแบ่งเป็นนายหน้าหาลูกค้าเงินกู้ ที่จะใช้รถจักรยานยนต์ไปตามตลาด ตลาดนัด หรือในหมู่บ้าน ขณะที่อีกทีมเป็นทีมเก็บเงินตามบัญชีเงินกู้ ซึ่งจะใช้รถจักรยานยนต์ในการทำงานเช่นเดียวกัน อีกส่วนหนึ่งจะเป็นพวกกลุ่มแก๊งอันธพาล หรือขาใหญ่ที่มาทำงานให้กับพวกเจ้าหนี้ พวกนี้จะมีหน้าที่ข่มขู่ทำร้ายร่างกายชาวบ้านที่เบี้ยวหนี้ จนมีการพูดกันว่าบางพื้นที่ไม่มีนักเลงหรือมือปืนแล้ว เพราะไปเป็นแก๊งทวงหนี้กันหมด เพราะมันสร้างรายได้ได้ดีมาก” พล.ต.ต.วินัย แจงให้ฟังถึงรูปแบบขององค์กรหนี้นอกระบบ
ทั้งนี้ จากข้อมูลของตำรวจทราบว่า จ.จันทบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งที่ติดอันดับต้นๆ ของการกู้เงินนอกระบบ มีนายทุนเงินกู้รายใหญ่ ซึ่งนายทุนคนนี้เป็นที่รู้จักกันดีของคนในเมืองจันท์ จากการสำรวจของศูนย์ปราบปรามเงินกู้ฯ พบว่ามีเงินทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจากทำมานานมากจนมีสมุนในสังกัดมากกว่า 100 คน ทำงานเช่นเดียวกับบริษัทนิติบุคคลทั่วไป ที่สำคัญนักเลงในเมืองจันท์แทบทุกคนต่างขึ้นตรงกับเขา เพื่อหาค่าจ้างจากการรับทวงหนี้
นอกจากนี้ ข้อมูลของศูนย์ปราบปรามเงินกู้ฯ ยังระบุว่า มีชาวบ้านที่เป็นหนี้เงินกู้นอกระบบในปัจจุบันรวมทั้งสิ้นประมาณ 1.18 ล้านคน ในจำนวนนี้รัฐบาลได้เคลียร์ โดยทำให้เป็นหนี้ในระบบไปแล้ว 4.4 แสนคน และยังคงเหลืออีกราว 7.3 แสนคน ที่ยังอยู่ในวังวนเจ้าหนี้เงินกู้
จากการสำรวจยังพบว่าจังหวัดที่ติดอันดับเป็นลูกหนี้นอกระบบมากที่สุด คือ สุรินทร์ กรุงเทพฯ บุรีรัมย์ นครราชสีมา และศรีสะเกษ ส่วนจังหวัดที่ติดอันดับมีคนกู้เงินน้อย คือ ระนอง แม่ฮ่องสอน สมุทรสงคราม และตราด
ข้อมูลของศูนย์ยังชี้ให้เห็นว่าทั่วทั้งประเทศมีคนที่อยู่ในเครือข่ายของวงการเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบรวมทั้งสิ้น 5,914 ราย ในจำนวนนี้แยกเป็นนายทุนเจ้าของเงิน จำนวน 2,795 ราย ที่เหลือเป็นพวกคนเก็บเงินและพวกข่มขู่ใช้กำลัง
ส่วนจังหวัดที่มีเจ้าหนี้ปล่อยเงินกู้มากที่สุด คือ กรุงเทพฯ จำนวน 899 ราย รองลงมาเป็นอุทัยธานี 578 ราย ชัยนาท 204 ราย จันทบุรี 202 ราย และนครราชสีมา 197 ราย เป็นต้น
ด้าน พ.ต.อ.ทนัย อภิชาติเสนีย์ รอง ผบก.ปคม. หนึ่งในทีมงานปราบเจ้าหนี้ดอกโหด บอกว่า ขณะนี้กำลังตระเวนบรรยายให้กับตำรวจท้องที่ทั่วประเทศได้รับทราบถึงการจับกุมเจ้าหนี้เงินกู้เหล่านี้ เนื่องจากตำรวจส่วนใหญ่ยังไม่รู้ถึงอันตรายของเงินกู้นอกระบบที่อาจจะสร้างปัญหาอาชญากรรมตามมาได้
ทั้งนี้ ปัญหาเงินกู้ส่วนใหญ่นั้นเกิดขึ้นในสังคมเมืองมากกว่าในเขตชนบท เช่น ในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ หากเป็นต่างจังหวัดก็จะมีมากในตัวเมือง เป็นต้น โดยผู้ที่ออกเงินกู้นั้นส่วนใหญ่จะมีนักการเมืองท้องถิ่นหนุนหลังอยู่ด้วย
“ศึกษาจากแนวโน้มแล้ว หากตำรวจไม่เร่งปราบปรามจะพบว่าเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบจะมีเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีค่าตอบแทนสูง ปล่อยกู้ง่าย นอกจากนี้ยังเป็นช่องทางหนึ่งที่บรรดานักธุรกิจนอกกฎหมายใช้ฟอกเงิน ทั้งหมดนี้เรียกได้ว่าเป็นโทษจากการปล่อยให้เจ้าหนี้เงินกู้ตั้งตัวเป็นใหญ่ นอกจากนี้ยังมีผลที่ตามมาอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มของแก๊งอันธพาล กลุ่มอิทธิพล และบางพื้นที่ยังมีการจ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่รัฐด้วย” พ.ต.อ.ทนัย บอก
อย่างไรก็ตาม การไม่เป็นหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ ท่องไว้ให้ขึ้นใจ!!!







