posttoday
สาวบุรีรัมย์ร้องนายทุนตุ๋นโอนที่มรดกผืนสุดท้าย

สาวบุรีรัมย์ร้องนายทุนตุ๋นโอนที่มรดกผืนสุดท้าย

20 พฤษภาคม 2554

สองพี่น้องชาวบุรีรัมย์ที่ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายร้องขอความเป็นธรรมกับสำนักงานยุติธรรมจ.บุรีรัมย์ หลังถูกนายทุนหลอกเซ็นโอนที่นามรดกผืนสุดท้าย

สองพี่น้องชาวบุรีรัมย์ที่ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายร้องขอความเป็นธรรมกับสำนักงานยุติธรรมจ.บุรีรัมย์ หลังถูกนายทุนหลอกเซ็นโอนที่นามรดกผืนสุดท้าย

น.ส.สายแก้ว   เพ็ชรเลิศ   พร้อมด้วย นางสมถวิล   จะนันท์   น้องสาว อยู่บ้านเลขทมี่ 90/4 ม.4 ต.ประโคนชัย  อ.ประโคนชัย  จ.บุรีรัมย์ ซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง และโรค เอส.แอล.อี. หรือ(โรคพุ่มพวง) ระยะสุดท้าย  นำเอกสารหลักฐานโฉนดที่ดิน  เข้าร้องขอความเป็นธรรมที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดบุรีรัมย์  ให้ช่วยเหลือ   หลังนำโฉนดที่นาซึ่งเป็นที่ดินมรดกผืนสุดท้ายที่ครอบครัวทำกินร่วมกัน จำนวน 11 ไร่ไปจำนองกับนางสุชิด  เทียนสิริวงศากุล  นายทุนซึ่งเป็นเจ้าของร้าน "เกศนีไหมไทย" ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลประโคนชัย จำนวน 300,000 บาท เมื่อปี 2548 ซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 3 บาทต่อเดือน หากจ่ายไม่ตรงก็คิดดอกร้อยละ 4 บาทต่อเดือน 
 
น.ส.สายแก้ว กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ส่งดอกเบี้ยให้กับนายทุนอย่างต่อเนื่อง   กระทั่งเมื่อเดือนส.ค. 2553 อยากจะไถ่ถอนที่ดินดังกล่าวคืนจึงได้ไปตกลงขอไถ่ถอนที่นาคืน แต่ นางสุชิด ได้เรียกค่าไถ่ถอนคืนเป็นเงิน 770,000 บาท   จึงขอผัดผ่อนไปอีกสักระยะจึงจะไปไถ่คืน  ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ก.ย.2553 นางสุชิด  กลับหลอกให้ไปเซ็นสัญญาโอนดินผืนดังกล่าวให้ โดยอ้างว่ามีปัญหากับหุ้นส่วน  หากพร้อมจะขายที่คืนให้ ทำให้หลงเชื่อและไม่คิดว่าจะถูกหลอก
 
จนล่าสุดเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้นัดไปเจรจาไกล่เกลี่ยในการไถ่ถอนที่ดิน ที่ที่ว่าการอำเภอแต่นางสุชิด อ้างว่าที่ดินได้โอนเป็นเจ้าของแล้ว หากต้องการที่จะไถ่ถอนต้องใช้เงิน 1,500,000 บาท ด้วยความสงสารญาติพี่น้องพร้อมที่จะช่วยกันนำเงินมาไถ่ถอนที่ดินดังกล่าวเพราะเป็นที่นาผืนสุดท้ายไว้ทำกินเลี้ยงหลานและแม่ที่ป่วยแต่สุดท้ายไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ นางสุชิดกลับเรียกเงินไถ่ถอนสูงถึง 2,500,000 บาท ทำให้ น.ส.สายแก้ว และครอบครัวต้องสิ้นหวังเพราะคงไม่มีปัญหาเงินจำนวนมากขนาดนั้นไปไถ่ถอนได้ และรู้ว่าถูกนายทุนโกงจึงได้เข้าร้องยุติธรรมจังหวัดให้ดำเนินการช่วยเหลือดังกล่าว
 
ด้านนายพันธมิตร   จุรีมาศ  ที่ปรึกษาด้านกฎหมายสำนักงานยุติธรรมจ.บุรีรัมย์ กล่าวว่าหลังรับเรื่องดังกล่าวจะนำเรื่องร้องรายงานให้ผอ.ยุติธรรมจังหวัดทราบและจะทำหนังสือเรียกตัวนางสุชิด  พร้อมด้วย น.ส.สายแก้ว เจ้าของที่ มาเจรจาไกล่เกลี่ยกันอีกครั้งให้ได้รับความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย   ทั้งนี้ยอมรับว่าในแต่ละปีจะมีผู้มาร้องในกรณีคล้ายกันปีละ 30 - 40 เรื่อง ดังนั้นจึงอยากแจ้งเตือนประชาชนที่คิดจะนำที่ดินไปจำนองหรือทำธุรกรรมใดๆ โดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์  ก็ควรจะพิจารณาจะถี่ถ่วนหรือปรึกษาขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ หรือผู้ที่มีความรู้เพื่อจะได้ไม่ประสบปัญหาอย่างเช่นกรณีดังกล่าวอีก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท