
ข้อตกลงไทยญี่ปุ่นเรื่องที่ควรรู้อีก
คงต้องร่ายยาวเรื่องนี้สักหน่อย เพราะว่ามีเนื้อหาสาระมาก
คงต้องร่ายยาวเรื่องนี้สักหน่อย เพราะว่ามีเนื้อหาสาระมาก
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
แม้ภาคเอกชนบางท่านที่เข้ามาเกี่ยวข้อง และบางท่านที่เข้าร่วมหารือเสนอท่าที หรือติดตามการเจรจา จะทราบรายละเอียดกันพอสมควร แต่ก็ยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ทราบ ซึ่งผู้เขียนได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ฉบับแรกแล้วว่า ต้องยืมเรื่องของหนังเกาหลีมาใช้ เพราะมีหลายๆ ซีรีส์ เพราะนอกจากเรื่องเดิมและเงื่อนไขแล้ว การแบ่งกลุ่มสินค้าเพื่อกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ในการเปิดตลาดก็มีกลุ่มสินค้าหลายกลุ่ม เงื่อนไขก็ต่างกันไป นี่ก็เข้ากลุ่มสินค้าไปได้เพียงกลุ่มเดียวคือ กลุ่ม A ยังมีอีกหลายๆ กลุ่มมาก ก็ขอว่ากันต่อไปเลย เพื่อไม่ให้เสียเวลา เปิดจากวันหยุดมาก็จะได้มีเรื่องบริหารสมองให้แข็งแรงไปตามๆ กันดีกว่า
สินค้ากลุ่ม B เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ยกเว้นภาษีในวันแรกที่ JTEPA มีผลบังคับใช้ แต่จะค่อยๆ ทยอยลดภาษีลง และภาษีของสินค้ากลุ่มนี้ในที่สุดก็จะยกเลิกไปเช่นเดียวกับสินค้ากลุ่ม A แต่กลุ่ม A นั้น ถ้าเทียบกับการเปิดตลาดในอาเซียนก็จะเป็นกลุ่มที่มีการเร่งลดภาษีนำเข้า หรือเรียกว่า Fast Track ส่วนกลุ่ม B นี้ ถ้าเทียบกับการลดภาษีในอาเซียนก็จะเป็นสินค้ากลุ่มปกติ หรือ Normal Track แต่ระยะเวลาในการค่อยๆ ลดภาษีลงจะไม่เหมือนกับเวลาที่อาเซียนลดภาษีลง ซึ่งทุกประเทศในอาเซียนจะต้องใช้เวลาในการค่อยๆ ลดภาษีเท่ากันหมด ยกเว้นประเทศที่เรียกกันว่า CLMV คือ เขมร ลาว พม่า และเวียดนาม (Cambodia, Laos, Myanmar, Vietnam) ซึ่งประเทศทั้ง 4 นี้ถือเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียน ที่ถือว่ามีเศรษฐกิจที่พัฒนาช้ากว่าอาเซียนเดิมอีก 6 ประเทศ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ในอนาคตไทยจะต้องเข้าไปรวมกลุ่มกับ 4 ประเทศนี้หรือไม่ ถ้ายังขืนทะเลาะกันด้วยความรักชาติจนน้ำลายหกอยู่อย่างนี้
คราวนี้กลับมาดูที่ญี่ปุ่นกับไทยต่อดีกว่า เดี๋ยวท่านผู้อ่านจะคิดว่าเขียนเรื่องเปิดตลาดของอาเซียนไป กรณีสินค้ากลุ่ม B หรือ Normal Track ที่ไทยกับญี่ปุ่นตกลงกันนั้น จะต่างจากอาเซียนเรียกว่าของใครของมัน ทั้งเรื่องสินค้าและระยะเวลา เรียกว่าใช้เวลาค่อยๆ ลดตามที่ตัวเองพร้อม คือ ญี่ปุ่นจะใช้เวลาค่อยๆ ลด 16 ปี นับตั้งแต่ความตกลงมีผลใช้บังคับ พูดง่ายๆ ก็คือ สินค้ากลุ่ม B นี้ ญี่ปุ่นจะยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าจากไทยอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2565 เป็นต้นไป
ตัวอย่างของสินค้ากลุ่ม B ที่มี เช่น ปลาไหล แมงกะพรุน มะเขือเทศสดหรือแช่เย็น หอมหัวใหญ่ กระเทียม แตงกวาสดหรือแช่เย็น มะเขือม่วง ข้าวโพดหวาน มันเทศ สับปะรดอบแห้ง แตงโม ส้มเขียวหวาน ชาดำ น้ำมันตับปลา ปลาแซลมอนแปรรูป ปลาทูน่ากระป๋อง กากน้ำอ้อย ผงโกโก้ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังและของที่ใช้แทนผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทำจากสตาร์ต หนังจระเข้ หนังแพะฟอก หนังหมูฟอก กระเป๋าเดินทางที่ทำด้วยหนัง รองเท้ากีฬา รองเท้าที่สวมในบ้าน เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยเราจะใช้เวลา 11 ปี ค่อยๆ ลดภาษีนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นลงจนไม่เก็บภาษีเลย คือยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่ม B ที่นำเข้าจากญี่ปุ่นอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2560 เป็นต้นไป
ตัวอย่างสินค้ากลุ่ม B ที่ไทยจะค่อยๆ ลดภาษีลงก็มี เช่น เนื้อวัว เนื้อแกะ ปลาสวยงาม ปลาหมึกยักษ์ มันฝรั่ง เบียร์ ปุ๋ยเคมี น้ำหอม เครื่องสำอาง ฟิล์ม พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก ยางรถยนต์ กระดาษแข็ง ผลิตภัณฑ์เซรามิก แก้วและเครื่องแก้ว ทองแดงและของทำด้วยทองแดง เครื่องจักรโรงงาน เครื่องจักรกลการเกษตร อุปกรณ์ขนย้ายและขนถ่ายสินค้า ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น
ตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นแค่น้ำจิ้ม รายละเอียดถ้าต้องการทราบน่าจะขอดูได้ที่กรมเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เอกชน นักธุรกิจต้องติดตามดูกันเอาเอง ทั้งผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และผู้ผลิตในประเทศ ดูจากตัวอย่างสินค้าแล้วก็จะมีทั้งผู้ได้และผู้เสีย ซึ่งก็เป็นธรรมดาของการเจรจาระหว่างประเทศ ที่ผู้ผลิตจะต้องมีการปรับตัวไม่ว่าจะเป็นผู้ได้หรือผู้เสีย ผู้เสียต้องปรับตัวแน่นอนเพื่อไม่ให้เจ็บตัวมากหรือกลับมาเป็นผู้ได้ ส่วนผู้ได้ก็อาจต้องปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสที่มีมาถึง ไม่ใช่ตื่นขึ้นมาคว้าไม่ทัน อ้าว! หลุดลอยไปแล้ว
สินค้ากลุ่มต่อไปที่จะพูดถึงก็คือ สินค้ากลุ่ม R ซึ่งต้องขอเป็นฉบับหน้า ส่วนสินค้ากลุ่ม P และ Q นั้นได้เขียนถึงไปแล้ว แต่ก็จะทบทวนสั้นๆ อีกครั้งในคราวหน้า







