
สหรัฐเข้าตาจน หนี้ล้นเพดาน นับถอยหลังเบอร์ 1 ศก.โลก
ในระหว่างที่ยุโรปกำลังเดินหน้าไม่ได้ เพราะผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
ในระหว่างที่ยุโรปกำลังเดินหน้าไม่ได้ เพราะผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ในระหว่างที่ยุโรปกำลังเดินหน้าไม่ได้ เพราะผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ถูกควบคุมตัวในเรือนจำนครนิวยอร์ก จนไม่สามารถตัดสินใจที่จะผ่านเงินช่วยเหลือกรีซและโปรตุเกสเพื่อกอบกู้วิกฤตหนี้สาธารณะได้ ที่สหรัฐกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่เลวร้ายลงเช่นเดียวกัน
ขณะนี้ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐได้พุ่งขึ้นจนชนเพดานที่ 14.294 แล้ว ส่อให้เห็นถึงสภาพของระบบเศรษฐกิจของมหาอำนาจหมายเลข 1 ของโลก ที่ใกล้จะกลายเป็นอดีตมหาอำนาจเข้าไปทุกที
ถึงขั้นที่กระทรวงการคลังสหรัฐต้องระงับการออกพันธบัตรกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของรัฐบาลออกไปจนกว่าจะถึงเดือน ส.ค. เพื่อป้องกันมิให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระทางการเงิน จนไม่สามารถชำระหนี้ให้กับผู้ถือครองพันธบัตรสหรัฐได้
สาเหตุที่ทำให้ระดับหนี้สินของสหรัฐพอกพูนขึ้น ทั้งที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา จะแสดงเจตนารมณ์อย่างแข็งขันที่จะลดหนี้ของประเทศ บ้างว่ามีสาเหตุมาจากการที่รัฐบาลและสมาชิกสภาคองเกรสไม่สามารถลงรอยกันได้เกี่ยวกับมาตรการลดอัตราขาดดุล การลดงบประมาณภาครัฐ และการกำหนดอัตราเพดานของการปล่อยพันธบัตรเพื่อระดมเงิน หรือนัยหนึ่งคือการก่อหนี้ของภาครัฐ
มูลเหตุที่ทั้งสองฝ่ายงัดค้างกันในประเด็นนี้มานานหลายเดือน ก็เนื่องจากรัฐบาลไม่เห็นด้วยกับการลดงบประมาณ โดยอ้างว่าเท่ากับเป็นการบีบบังคับให้ภาครัฐต้องปิดหน่วยงานราชการบางแห่ง ซึ่งเกี่ยวพันกับสวัสดิการของประชาชน นอกจากนี้ยังเป็นการขัดขวางมาตรการทุ่มงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในชั้นต้นปัญหายังไม่ร้ายแรงถึงขั้นรัฐบาลสหรัฐไม่มีเงินเหลือที่จะใช้จ่าย แต่กระทรวงการคลังได้เริ่มสำรองงบประมาณเพื่อการใช้จ่ายฉุกเฉินบ้างแล้ว พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปยังสมาชิกสภาคองเกรสว่า หากยังไม่ผ่านความเห็นชอบให้รัฐบาลสามารถเพิ่มเพดานหนี้ได้ภายในวันที่ 2 ส.ค.นี้ อาจถึงขั้นที่สหรัฐไม่เหลืองบประมาณใช้จ่ายสำหรับจ่ายเงินเดือนข้าราชการอีกต่อไป
หรือกล่าวได้ว่าถึงขั้นที่สหรัฐอาจต้องเบี้ยวหนี้
ผลกระทบในระยะแรกจะมีต่อภาครัฐของรัฐบาลสหรัฐเท่านั้น เนื่องจากภาครัฐจะขาดงบประมาณในการใช้จ่ายในด้านต่างๆ ตั้งแต่เงินเดือนของข้าราชการ ไปจนถึงการใช้จ่ายในด้านสวัสดิการสังคม ซึ่งปัญหาเหล่านี้รัฐบาลสหรัฐสามารถแก้ไขเฉพาะหน้าได้ ด้วยการนำสินทรัพย์ที่มีอยู่มาใช้จ่ายล่วงหน้า ในกรณีที่สภายังไม่อนุมัติให้ขายพันธบัตรหรือก่อหนี้ได้
สินทรัพย์เหล่านั้นมีมูลค่ารวมกันนับล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพียงพอที่จะประคับประคองระบบต่อไปได้ โดยเฉพาะเม็ดเงินจากหุ้นของสถาบันการเงินที่รัฐบาลเข้ากอบกู้วิกฤตการเงิน รวม 1.42 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และเม็ดเงินในรูปของทองคำ มูลค่า 3.75 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม สหรัฐอาจต้องแบกรับผลกระทบที่เลวร้ายกว่านั้นจากภายนอกประเทศ
นั่นคือ ความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรสหรัฐ และความน่าเชื่อถือของเงินเหรียญสหรัฐ ไปจนถึงแนวโน้มด้านลบของเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ล่าสุด รัฐบาลจีนได้ลดปริมาณการลงทุนพันธบัตรสหรัฐลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน จากมูลค่าพันธบัตรในมือจีนที่เคยสูงถึง 1.145 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เหลืออยู่ที่ 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่ยังถือเป็นประเทศที่ลงทุนกับพันธบัตรสหรัฐมากที่สุดในโลก
จีนเคยครอบครองพันธบัตรสหรัฐมูลค่าสูงสุดถึง 1.175 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อช่วงเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สหรัฐเริ่มใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 หรือ QE2 อีกทั้งยังมีวี่แววที่เศรษฐกิจเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น
การชะลอการลงทุนพันธบัตรของจีน มีนัยที่ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่าหมายถึงความเชื่อมั่นที่เสื่อมถอยลงต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งที่ผ่านมาจีนเคยใช้มาตรการลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐเช่นกัน แต่เพื่อตอบโต้การที่สหรัฐขายอาวุธให้ไต้หวัน มิใช่เพราะหมดสิ้นความเชื่อถือต่อมหาอำนาจเศรษฐกิจรายนี้
ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าประเทศใดบ้างที่กำลังลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐ แต่แนวโน้มเช่นนี้จะเริ่มชัดเจนขึ้น หากรัฐบาลสหรัฐและสภาคองเกรสยังไม่สามารถลงรอยกันได้ในประเด็นตัดงบประมาณและการก่อหนี้
ในชั้นต้นจีนจะไม่พยายามลดพันธบัตรสหรัฐอย่างวูบวาบ เพราะเคยให้คำมั่นสัญญากับรัฐบาลสหรัฐว่าจะลงทุนในด้านนี้ต่อไปจนกว่าสหรัฐจะฟื้นตัวอย่างเต็มที่ นัยว่าเป็นการตอบแทนที่สหรัฐจะไม่กดดันจีนเรื่องค่าเงินหยวนอย่างดุดันเมื่อที่ผ่านมา
แต่จีนไม่สามารถนำความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตัวเองไปผูกไว้กับความสั่นคลอนภายในสหรัฐได้ การที่จีนลดปริมาณการถือครองพันธบัตรสหรัฐ ยังเป็นภาพสะท้อนเหตุการณ์เมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นปีที่จีนเริ่มชะลอการลงทุนในด้านนี้ เนื่องจากยังไม่มั่นใจแนวโน้มการฟื้นตัว
แต่จีนไม่สามารถสลัดตัวจากการถือพันธบัตรสหรัฐได้อย่างเด็ดขาด เพราะในฐานะที่จีนเป็นนักลงทุนรายใหญ่ การลดปริมาณการถือครองพันธบัตรจะนำไปสู่การอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ และการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐจะยังผลให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้น กระทบต่อมูลค่าและปริมาณการส่งออก อันเป็นพลวัตหลักของเศรษฐกิจจีน
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ล่าสุด จีนอาจต้องทบทวนเงื่อนไขของตัวเองเสียใหม่ ถึงขั้นที่ว่าทิศทางของพันธบัตรสหรัฐ หรือหนี้สินของสหรัฐอาจขึ้นอยู่กับเมตตาของประเทศนักลงทุนรายใหญ่อย่างจีนหรือญี่ปุ่น
สหรัฐอาจเป็นประเทศที่ก่อหนี้ได้ไม่มีที่สิ้นสุด โดยอาศัยความน่าเชื่อถือของตัวเอง และความมั่นคงต่อเงินเหรียญสหรัฐ แต่สหรัฐจะต้องตระหนักว่าไม่มีสิ่งใดในโลกที่อยู่จีรังยั่งยืน
แม้กระทั่งมหาอำนาจอันดับ 1 ยังอาจกลายเป็นอันดับ 2 หรือหล่นไปอยู่อันดับที่ 3 เข้าสักวัน หากยังบงการเศรษฐกิจตามอำเภอใจ โดยไม่ตรึกตรองถึงสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของตัวเอง







