
สุวัจน์ พรรคเล็กกำหนดสเปกรัฐบาล
การเลือกตั้งครั้งนี้ใช่ว่าโอกาสจะอยู่ที่สองพรรคใหญ่ “เพื่อไทยประชาธิปัตย์”
การเลือกตั้งครั้งนี้ใช่ว่าโอกาสจะอยู่ที่สองพรรคใหญ่ “เพื่อไทยประชาธิปัตย์”
สำหรับพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก หรือพรรคเอสเอ็มอี ที่หวังมีพื้นที่ในสภา ถือเป็นจังหวะสำคัญที่จะสร้างอำนาจต่อรองและเป็นตัวแปรชี้ขาดรัฐบาลใหม่ รวมถึงการยุติความขัดแย้งทางการเมือง
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน เปิดเผยกับ “โพสต์ทูเดย์” อย่างมั่นใจ ว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์จะได้เสียงรวมกันไม่เกิน 400 เสียง โดยพรรคเพื่อไทยจะได้ 220 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ได้ 180 เสียง ทำให้พรรคเล็กอย่างพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคมาตุภูมิ พรรคกิจสังคม พรรคพลังชล ได้เปรียบ เพราะวันนี้การเมืองถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วชัดเจน ไม่ว่าพรรคไหนได้เป็นแกนนำ จะต้องการพรรคเล็กเข้าร่วมรัฐบาล
“ช่องว่างประมาณ 100 เสียง จึงเป็นโอกาสของพรรคเล็ก ไม่ว่าพรรคใดจะได้แค่ 23 เสียงก็มีความหมายหมด ทุกคนต้องการพรรคเล็กไปร่วมรัฐบาลหมด ฉะนั้นพรรคเล็กวันนี้อยู่ด้วยตัวเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องบอกว่าจะไปอยู่กับฝ่ายใด แต่ถ้าอยากจะทำอย่างนั้นก็ไม่เสียหาย และวันนี้แต่ละพรรคคำนวณเสียงของตัวเองได้ว่าจะได้กี่คะแนน” นายสุวัจน์ กล่าว
กุนซือพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ยังมองด้วยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ สองพรรคใหญ่ได้เปรียบเพราะแข่งกันด้วยนโยบาย ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าพรรคใหญ่พูดแล้วทำได้ ขณะที่พรรคเล็กและพรรคขนาดกลาง แม้นโยบายจะสวยหรู แต่ประชาชนก็ไม่เชื่อว่าจะทำได้ เพราะเห็นว่าคงได้เข้าสภาเพียงไม่กี่คน ไม่สามารถผลักดันนโยบายออกมาได้ จึงเป็นการเมืองสองขั้วอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม แม้พรรคเล็กและพรรคกลางมีโอกาสเข้าร่วมรัฐบาลสูง แต่ไม่ใช่ว่าพรรคใหญ่เชิญเข้าร่วมรัฐบาลแล้วจะร่วมทันที ควรต้องดูว่าถ้าเข้าไปแล้วจะสามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองได้หรือไม่ โดยเฉพาะปัญหาความแตกแยก ปัญหาเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันต้องฟังเสียงประชาชนด้วยว่าถ้าเข้าร่วมแล้วจะยุติปัญหาความขัดแย้งได้หรือไม่
ดังนั้น พรรคเล็กควรใช้โอกาสนี้แสดงถึงจุดยืนทางการเมืองที่มีต่อประชาชนก่อนที่จะตัดสินใจ หากทำอย่างนี้ได้จะทำให้พรรคเล็กมีโอกาสเติบโต สะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะพอที่จะอยู่ในสนามการเมืองนายสุวัจน์ สรุปว่า พรรคที่ได้ลำดับที่ 1 จะได้จัดตั้งรัฐบาลก่อนตามธรรมเนียมปฏิบัติที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2531 เว้นแต่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจึงจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ หรือพรรคอันดับ 1 ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าจะยุติความขัดแย้งในประเทศได้ เมื่อนั้นต้องถอยให้พรรคที่ 2 จัดตั้งรัฐบาลแทน







