
ยูเทิร์นอันตราย นโยบายการเงิน
8...ทีมข่าวการเงิน
การออกมาส่งสัญญาณ
“ทบทวน” นโยบายดอกเบี้ยต่ำของนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ถือว่าเป็นสัญญาณที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่อยากได้ยิน...
เพราะเศรษฐกิจไทยกำลังดีวันดีคืน ปลายปีที่แล้ว คาดว่าจะบวก 4.5%
ส่วนต้นปีนี้น่าจะบวกอีก 5%
ดังนั้น การดันดอกเบี้ยขึ้นสูงแบบไม่ให้ตั้งตัว จึงเสมือนเครื่องบินที่กำลัง
“เทกออฟ” จากรันเวย์อยู่ดีๆสุดท้ายกัปตันกลับต้องเหยียบเบรกตัวโก่ง คนนั่งก็มีสิทธิหัวทิ่มไปด้วย
ทำให้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา
รัฐมนตรีหลายคนต้องติดเบรกผู้ว่าการธาริษา เตือนว่าถ้าขึ้นดอกเบี้ยควรขึ้นปลายปีได้หรือไม่
โดยเฉพาะ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ที่ระบุว่า สถานการณ์ดอกเบี้ยโลกก็ยังไม่ขยับ
ตัวเลขเศรษฐกิจรายสาขาก็ไม่ได้ร้อนแรงถึงเลขสองหลัก
แล้วธปท.จะแอ็กชันขึ้นดอกเบี้ยเร็วจี๋ไปเพื่ออะไร...ดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% ก็ถือว่าดีอยู่แล้ว
แต่ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์กลับเห็นด้วยกับธปท. และเห็นต่างกับรัฐบาล
โดยนายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การประกาศเลิกใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำของธปท.ถือว่าเหมาะสมแล้ว
เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาดอกเบี้ยต่ำมานานเกินไป และขณะนี้อัตราเงินเฟ้อก็เริ่มปรากฏชัดว่าสูงขึ้น
โดยเงินเฟ้อเดือนม.ค. 2553 สูงขึ้นมาอยู่ที่ 4.1% มากที่สุดในรอบ 16 เดือน
จากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่ม 3.2% หมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น 4.7%
นายตีรณ มองว่า ธปท.อาจเกรงว่าถ้าปล่อยให้ดอกเบี้ยต่ำอยู่ต่อไป จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบศรษฐกิจ
เพราะคนจะมองว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ดีขึ้น จึงต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ
อย่างไรก็ตาม ผลพวงจากการขึ้นดอกเบี้ย ก็ทำให้ธปท.ต้องวิตก เพราะค่าเงินบาทอาจไม่อ่อนตามที่ธปท.ต้องการ
หมายความว่า เงินทุนจากต่างประเทศอาจไหลบ่าเข้ามาเพื่อกินดอกเบี้ยที่สูงของไทยอีกรอบ
“
ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องมาคุยกันอย่างจริงจังในเรื่องนี้ เพราะมันเป็นความขัดแย้งของนโยบาย เป็นทางเลือก และต้องพิจารณาจังหวะที่เหมาะสม” นายตีรณ กล่าวทั้งนี้ ธปท.ได้ใช้นโยบายตรึงดอกเบี้ยต่ำมาตั้งแต่กลางปี 2551 เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต ในขณะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ไทยต้องพึ่งพากำลังซื้อในประเทศ ในช่วงที่สภาพคล่องของสถาบันการเงินมีสูง
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ มองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การยูเทิร์นนโยบายเศรษฐกิจ เพียงแค่เป็นการปรับให้เหมาะกับสถานการณ์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องธรรมดาที่กระทรวงการคลัง ที่ดูแลนโยบายอีกขาไม่อยากเห็นดอกเบี้ยที่สูงเกินไป
เนื่องจากรัฐบาลมีภาระหนี้ค่อนข้างสูง หากปรับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่ เท่ากับว่าภาระหนี้ต่องบประมาณย่อมสูงเป็นเงาตามตัว
ปัจจุบันหนี้สาธารณะของประเทศไทยอยู่ที่ 3.96 ล้านล้านบาท หรือ 45.56% ของจีดีพี
แยกเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 2.57 ล้านล้านบาท
หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1.1 ล้านล้านบาท
หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 2.01 แสนล้านบาท
หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 8.26 หมื่นล้านบาท
“
จริงๆ แล้วถึงขึ้นดอกเบี้ยภาระหนี้ของคลังก็เพิ่มขึ้นไม่มาก ไม่น่ากังวล” ตีรณ กล่าวส่วนที่รัฐบาลเกรงว่าการปรับนโยบายการเงินจะทำให้เศรษฐกิจที่ร้อนแรงชะลอตัวนั้น คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นกับดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว
“
คงดูแค่ดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูตัวแปรอื่นด้วย เช่น ตลาดเงิน ตลาดทุนว่าเป็นอย่างไร” นายตีรณ กล่าวในมุมมองของธปท.นั้น นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงินธปท. เปิดเผยว่า เมื่อย้อนไปเมื่อปี 25472550 ดอกเบี้ยเป็นช่วงขาขึ้น
ก่อนจะเป็นขาลงในปี 2551 เพื่อประคองเศรษฐกิจให้เดินต่อไปได้
“
หนนี้ดอกเบี้ยกลับเป็นขาขึ้นอีกครั้ง ธปท.มั่นใจว่าตลาดและภาคธุรกิจรับรู้และเตรียมตัวรับมือ” นายบัณฑิต กล่าวโดยยืนยันว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับทิศทางดอกเบี้ยจากระดับต่ำ 1.25% ไปสู่ระดับปกติมากขึ้น เพราะตัวเลขเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่ดี นโยบายการเงินจึงต้องปรับทิศทาง
ที่สำคัญคือจังหวะต้องเหมาะสม ทำให้เวลานี้ธปท.ต้องลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูลระดับจุลภาค เพื่อให้เข้าใจทุกย่อมหญ้า เพราะเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาคจะได้เดินไปด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่สถาบันการเงินจะไม่ตอบสนองนโยบายของธปท. ซึ่งก็น่าเป็นห่วง เพราะการปรับดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากของธนาคารนั้นขึ้นกับสภาพคล่องในแต่ละแบงก์ด้วย
นายบัณฑิต ระบุว่า เมื่อมองย้อนกลับไป 10 ปีที่ผ่านมา พอใจกับการดำเนินนโยบายการเงิน
เศรษฐกิจโตเฉลี่ยปีละ 4% เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มเฉลี่ยปีละ 2.5% เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มเฉลี่ยปีละ 1%
วิธีดำเนินนโยบายโดยใช้เงินเฟ้อ (Inflation Targeting) เป็นเป้าหมายควบคู่ไปกับการกำกับธนาคารพาณิชย์ (Macro Potential) บรรลุตามเป้าหมายได้ทั้งรักษาเสถียรภาพด้านราคา และระบบการเงินของประเทศ
“
ย้อนกลับไปการดำเนินนโยบายแบบนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากธนาคารกลางประเทศอื่นๆ แต่ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นแนวคิดที่ไม่ผิดพลาด สามารถดูแลไม่ให้บางกลุ่มธุรกิจเติบโตเกินตัวจนเกิดภาวะฟองสบู่” นายบัณฑิต ระบุทั้งนี้ การใช้ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานที่หักราคาน้ำมันและอาหารสดออกไป เป็นตัววัดเสถียรภาพเศรษฐกิจถือว่ายังใช้ได้ดีอยู่
...การปะทะทางความคิดเกี่ยวกับนโยบายดอกเบี้ยต่ำระหว่างรัฐบาลและธปท.น่าจะค่อยๆ ได้ข้อยุติ
เพราะทุกฝ่ายมองตรงกันว่าธปท.จะขยับดอกเบี้ยเพียง 0.250.5% เท่านั้น
ไม่ได้หักมุมหรือยูเทิร์นนโยบายการเงินอย่างที่หลายฝ่ายวิตก
งานนี้อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะเปิดทางให้ธปท.ขยับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่??
และทำอย่างไรไม่ให้ภาพที่ออกมาดูเหมือนการเมืองเข้าแทรกธปท.!!!







