posttoday
ส่งออกข้าวไทยอาการหนัก

ส่งออกข้าวไทยอาการหนัก

17 พฤษภาคม 2554

หลังจากที่ผมได้แสดงความเห็นไปในคอลัมน์นี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

หลังจากที่ผมได้แสดงความเห็นไปในคอลัมน์นี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

โดย..สมชาย สกุลสุรรัตน์

ว่าการที่ไทยสามารถส่งข้าวออกไปขายในตลาดโลกได้สูงกว่า 4 ล้านตัน ในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมา อาจเกิดจากสาเหตุที่ผู้ส่งออกสามารถซื้อข้าวได้ในราคาต่ำเฉลี่ยเดือนละ 6,000-8,000 บาท จึงทำให้สามารถส่งข้าวออกไปขายได้ในราคาแค่ 400-500 เหรียญสหรัฐต่อตัน ต่ำกว่าราคาข้าวเวียดนาม 5-10 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทั้งที่คุณภาพข้าวไทยดีกว่า

ผมเข้าใจว่า หลังจากที่ได้ลงบทความนี้ไปแล้ว คงมีนักข่าวไปสัมภาษณ์นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย แล้วกลับมาลงข่าวพาดหัวว่า ส่งออกข้าวไทยอาการหนัก เนื่องจากต้องส่งข้าวออกไปขายราคาต่ำ แข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกอื่นโดยเฉพาะเวียดนาม และในกรณีข้าวนึ่งคือ ประเทศบราซิล

ความจริง ถ้าอ่านคำให้สัมภาษณ์ดีๆ คงต้องบอกว่า การส่งออกข้าวไทยนั้นอาการไม่หนักหรอกครับ แค่คนที่อาการหนักน่าเป็นห่วงคือ คนไทยที่เสียภาษี จ่ายเงินให้รัฐนำไปชดเชยรายได้ให้เกษตรกรมากกว่าที่อาการหนักน่าเป็นห่วง

เหตุผลที่พูดอย่างนี้ ก็เพราะตัวเลขการส่งออกของท่านนายกสมาคมผู้ส่งออก และตัวเลขที่ผมนำมาเขียนไว้ในคอลัมน์นี้ก็เป็นตัวเลขเดียวกันคือ ไทยสามารถส่งออกข้าวได้สูงเฉลี่ยถึงเดือนละ 1 ล้านตัน จากที่เคยส่งออกตามปกติเฉลี่ยเดือนละ 7.5 แสนตัน ซึ่งเป็นตัวเลขการส่งออกที่หน่วยราชการหลายหน่วยงานนำมาอ้างด้วยความภาคภูมิใจว่าไทยสามารถส่งข้าวออกได้สูงเป็นประวัติการณ์

เพราะฉะนั้น การส่งออกข้าวไทยจึงอาการไม่หนักครับ ค่อนข้างสุขภาพดีด้วยซ้ำไป และผู้ส่งออกก็อาการดีครับ เพราะถึงจะขายข้าวได้ในราคาต่ำกว่าปกติเพียงตันละ 470-480 เหรียญสหรัฐ จากเดิมที่เคยขายได้ตันละ 500-600 เหรียญสหรัฐ แต่ผู้ส่งออกก็ยังน่าจะทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ เพราะสามารถซื้อข้าวสารได้ในราคาถูกคือ แค่เกวียนละ 6,000-8,000 บาท

ทีนี้ถามว่า ถ้าตัวเลขการส่งออกอาการไม่หนัก ผู้ส่งออกข้าวออกไปขายอาการไม่หนัก แล้วใครอาการหนัก

ผมจบเพียงเท่านี้เขียนก่อนหน้านี้คงต้องบอกว่า ชาวนาชาวไร่ซิครับน่าจะอาการหนัก เพราะขายข้าวเปลือกที่จะนำไปแปรรูปขายเป็นข้าวสารเพื่อส่งออกได้เพียงตันละ 6,000-8,000 บาท ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต

คำตอบไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ชาวนาชาวไร่ เพราะถ้าใช่ป่านนี้คงมีคนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการทำให้ราคาข้าวเปลือกสูงขึ้น และให้จัดการกับพ่อค้าคนกลาง โรงสี และผู้ส่งออกในฐานะที่รวมหัวกันกดราคาข้าวเปลือกของชาวนาเหมือนในอดีต

จริงครับ ที่ผ่านมาหลายเดือนมีการออกมาประท้วงรัฐบาล ปิดถนนกันบ้างพอสมควร แต่ไม่ได้ประท้วงให้รัฐบาลจัดการกับพ่อค้าคนกลาง โรงสี และผู้ส่งออก แต่ให้เพิ่มราคาประกันให้สูงขึ้น หรือให้เพิ่มราคาอ้างอิงที่นำมาคำนวณการชดเชยให้สูงขึ้นแทน เพราะรัฐบาลได้เข้ามาแบกภาระกรณีที่ชาวนาขายข้าวได้ราคาต่ำไว้เอง ไม่ว่าจะราคาข้าวที่ตกต่ำจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตามรวมทั้งการที่พ่อค้าคนกลาง หรือโรงสี หรือผู้ส่งออก หรือทุกฝ่ายรวมกันช่วยกันกดราคาข้าวเปลือกไว้เพื่อทำกำไรสูงสุดก็ตาม รัฐบาลต้องเป็นจำเลยในทุกกรณีโยนต่อให้ใครไม่ได้อีกต่อไป

เพราะฉะนั้น คำตอบที่บอกว่า ชาวนาชาวไร่ไม่ใช่คนที่อาการหนักที่สุดที่ราคาข้าวเปลือก ราคาข้าวสารที่ขายในตลาดโลกตกต่ำก็ชัดเจน เพราะไม่ว่าชาวนาจะขายข้าวได้ราคาเท่าไร ค้าขายแล้วขาดทุน รัฐบาลก็ชดเชยให้บวกกำไรคำนวณจากทุนให้อีก 20% ตามระบบการประกันรายได้ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนที่เห็นประท้วงกันอยู่บ้างเกิดจากการขัดข้องด้านเทคนิค เช่น จ่ายชดเชยไม่เท่ากันบ้าง จ่ายช้าไปบ้าง อะไรทำนองนั้น แต่โดยส่วนรวมระบบการประกันรายได้สามารถทำให้ชาวนาชาวไร่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจริง ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้

ถ้าการส่งออกอาการไม่หนัก ผู้ส่งออก โรงสี พ่อค้าคนกลาง และชาวนาชาวไร่อาการไม่หนัก แล้วใครอาการหนัก

ถ้าคอยว่ารัฐบาลก็ไม่ใช่อีก เพราะรัฐบาลที่ประกันรายได้ให้เกษตรกรย่อมได้รับคะแนนนิยมจากเกษตรกรเป็นธรรมดา ยกเว้นเกษตรกรจะรู้สึกว่าได้รับผลประโยชน์จากการประกันรายได้วิธีนี้จนกว่าที่เคยได้รับด้วยวิธีการอื่น เช่น การนำข้าวไปจำนำแบบขายขาดให้รัฐบาลในราคาสูง ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐเคยใช้ก่อนหน้านี้ และที่สำคัญเงินที่รัฐบาลเอามาจ่ายชดเชยไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่เป็นเงินภาษีอากรของประชาชนคนธรรมดา ซึ่งไม่ใช่ผู้ส่งออก ไม่ใช่พ่อค้าคนกลาง ไม่ใช่โรงสี และไม่ใช่ชาวนานี้เอง

เพราะฉะนั้น ถ้าข้าวไทยจำเป็นต้องขายแข่งขันกับผู้ส่งออกรายอื่นทางด้านราคาคือ ต้องขายต่ำกว่าทุน คนที่อาการหนักคือ คนที่ต้องก้มหน้าก้มตาเสียภาษีให้รัฐนั่นแหละครับ ไม่ใช่ใคร เพราะถ้ารัฐใช้เงินภาษีไปจ่ายชดเชยให้เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรขายข้าวได้ในราคาที่ต่ำกว่าทุน เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถส่งข้าวไทยไปขายต่างประเทศได้ในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต พูดง่ายๆ คือยิ่งขายมากยิ่งขาดทุนมากขึ้นเท่าไร รัฐก็จำเป็นต้องใช้เงินภาษีอากรของประชาชนไปจ่ายชดเชยให้เกษตรกรมากขึ้นเป็นเงาตามตัวเท่านั้น

ผู้เสียภาษีจึงอาการหนักครับ ในสภาวการณ์ที่เป็นอยู่ไม่ใช่การส่งออกข้าวไทย

ความจริงน่าจะลองถามตัวเองกันบ้างนะครับว่า ถ้ายิ่งขายยิ่งขาดทุนแล้วจะดันทุรังขายไปทำไม

ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่า คนที่ขายขาดทุนไม่ใช่ผู้ส่งออก เพราะผู้ส่งออกขายแล้วย่อมมีกำไร เนื่องจากสามารถซื้อข้าวราคาถูกไปขายได้ แต่คนที่ขาดทุนคือ รัฐบาลไทย โดยเฉพาะผู้เสียภาษีอากรให้รัฐนำเงินไปจ่ายชดเชยให้

ถ้าคำตอบเพียงเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด ไม่ให้ไทยตกอันดับความเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก ผมว่ายอมปล่อยให้ตกอันดับไปเถอะครับ ไม่จำเป็นต้องเอาเงินภาษีอากรของประชาชนไปซื้อรักษาอันดับไว้

ถ้าคำตอบอยู่ตรงเพื่อให้ชาวนาชาวไร่คงอาชีพนี้ไว้ต่อไป เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ ก็ช่วยพัฒนาคุณภาพพันธุ์ข้าวให้สูงขึ้นจะได้แข่งด้านคุณภาพกับข้าวประเทศอื่น ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดราคาปุ๋ยให้ชาวนานำเงินไปลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำและคุณภาพดิน ช่วยปลดเปลื้องภาระหนี้สินให้ชาวนา จะได้มีกำลังใจพัฒนานาไร่ให้มีคุณภาพดีขึ้น ออกกฎหมายส่งเสริมให้ชาวนามีโอกาสเป็นเจ้าของไร่นาของตัวเอง ไหนๆ จะเสียเงินทั้งทีอย่าไปเสียเงินช่วยนักธุรกิจให้มีกำไรเพิ่มขึ้น โดยไม่เคยคิดจะช่วยเหลือผู้ผลิตให้ช่วยตัวเองได้หรือช่วยให้คนต่างชาติซื้อข้าวไทยบริโภคในราคาต่ำกว่าทุนไม่ดีกว่าหรือครับ

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี