posttoday
ความเสี่ยงของ มาตรการกู้ซื้อบ้าน 0%

ความเสี่ยงของ มาตรการกู้ซื้อบ้าน 0%

16 พฤษภาคม 2554

มาตรการกู้ซื้อบ้าน 0% เป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุม ครม.

มาตรการกู้ซื้อบ้าน 0% เป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุม ครม.

โดย..สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข

ในการประชุมครั้งทิ้งทวนของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ก่อนที่จะมีการประกาศยุบสภาและเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง รายละเอียดของโครงการโดยสังเขปก็คือ ประชาชนท่านใดที่มีความประสงค์อยากซื้อบ้านสามารถเข้าร่วมโครงการโดยการยื่นขอกู้เงินผ่าน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องเป็นการซื้อบ้านหลังแรก ต้องอยู่อาศัยจริง และต้องเป็นบ้านมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้นั้นเป็นระยะเวลา 2 ปี โครงการดังกล่าวกำหนดวงเงินไว้ 2.5 หมื่นล้านบาท บวกอีก 5,000 ล้านบาท ในกรณีที่มีผู้สนใจจำนวนมาก โดยการดำเนินโครงการเป็นไปอย่างเร่งรีบ โดยมีเหตุผลว่า ธอส.มีความพร้อมอยู่แล้วในการดำเนินโครงการ ซึ่งเป็นเหตุให้มีข้อสงสัยในหลายประการ ดังนี้

ประการแรก คงต้องตั้งคำถามไปที่ความจำเป็นและเร่งด่วนของการดำเนินโครงการ โครงการในลักษณะนี้ ผมหมายถึงโครงการเฉพาะกิจที่ออกมาเป็นครั้งคราว (จะมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ก็แล้วแต่) โดยการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจซึ่งเป็นเครื่องมือโดยตรงของภาครัฐ และที่สำคัญคือเป็นโครงการที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ซึ่งควรจะเป็นการให้ความช่วยเหลือกับประชาชนที่มีความจำเป็นจริงๆ อย่างสมเหตุสมผล ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าประชาชนที่สนใจไปเข้าร่วมโครงการไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือ แต่ผู้ดำเนินนโยบายหรือมาตรการต้องตระหนักว่าการดำเนินโครงการมีต้นทุน และต้นทุนนั้นก็มาจากเงินภาษีของประชาชน และถ้าจะพิจารณาต่อไปว่าแท้จริงแล้วใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการอย่างเป็นกอบเป็นกำก็จะพบว่า ผู้ที่น่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุด มากกว่าประชาชนผู้มีความประสงค์อยากจะซื้อบ้านและเข้าร่วมโครงการถึงกับต้องยอมลงทุนไปเข้าคิวกันตั้งแต่ตี 3 ของวันเริ่มเปิดตัวโครงการ คือ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายที่มีบ้านรอการขายอยู่แล้วในมือ (มี Stock อยู่แล้ว) การดำเนินมาตรการกู้ซื้อบ้าน 0% นี้มีผลกระตุ้นอุปสงค์ของบ้านในตลาดอสังหาริมทรัพย์ (ขายบ้านได้มากขึ้น ง่ายขึ้น ผู้ซื้อต้องรีบตัดสินใจเพื่อให้สามารถทำเรื่องกู้ได้ทันเวลา) ซึ่งก็จะมีผลกระทบต่อเนื่องไปอีกถึงราคาที่อยู่อาศัยประเภทอื่นที่เข้าข่ายหรือไม่เข้าข่ายตามโครงการนี้ด้วย

อย่าลืมว่าในฐานะผู้กู้ที่เข้าร่วมโครงการ ท่านจะได้ประโยชน์จากการที่ไม่ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยเป็นเวลา 2 ปี สำหรับบ้านหลังเดียว แต่สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจบ้านจัดสรรสามารถระบายหรือขายบ้านที่มีอยู่ในโครงการจัดสรรได้มากเท่าที่จะสามารถขายได้ จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของการดำเนินมาตรการนี้แท้จริงแล้วจะตกอยู่ที่ใครเป็นส่วนใหญ่ และคนที่ได้รับประโยชน์เป็นส่วนใหญ่นี้ มีความจำเป็นเร่งด่วนและมีเหตุอันควรที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างไร ดูเหมือนการดำเนินโครงการนี้จะเข้าทำนอง “ประโยชน์กระจุก ภาระกระจาย” เสียมากกว่า

และถ้าคิดต่อไปอีกว่าหากมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่มีปัญญาแม้แต่คิดจะซื้อบ้าน อาศัยการเช่าบ้านอยู่ แต่มีความจำเป็นต้องซื้อรถเพื่อประกอบอาชีพ สร้างรายได้ให้มั่นคง เผื่อว่าจะมีโอกาสไปขอกู้ซื้อบ้านได้บ้างในอนาคต แต่ ณ ขณะนี้ อยากจะขอให้รัฐออกมาตรการกู้ซื้อรถ 0% เพื่อประกอบอาชีพบ้างจะได้หรือไม่? หรือจะต้องรอให้รัฐไปตั้งธนาคารรถยนต์สงเคราะห์เสียก่อนจึงจะดำเนินการได้ ก็คงด้วยเหตุนี้หรือเปล่า (ไม่แน่ใจ) ที่รัฐบาลชุดนี้ประกาศเสียงแข็งในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งว่าจะไม่ดำเนินมาตรการที่เป็นการอุดหนุนอุตสาหกรรมสาขาใดสาขาหนึ่งเป็นการเฉพาะ ในกรณีนี้ เจ้ากระทรวงที่เสนอมาตรการคงจะลืมไปแล้ว

ประการที่สอง เป็นประเด็นเรื่องผลสืบเนื่องของโครงการ (Project Consequences) เนื่องจากการให้กู้ซื้อบ้านเป็นการให้สินเชื่อในระยะยาว ระยะเวลาการผ่อนชำระที่ยาวประกอบกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่จะปรับสูงขึ้นจะมีผลกระทบต่อขีดความสามารถในการผ่อนชำระของประชาชนผู้ขอกู้ ก็เป็นเหตุให้เกิดคำถามว่าเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี 7 ปี เกิดมีผู้กู้ที่เข้าร่วมโครงการนี้สัก 15% หรือ 20% ไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้และเกิดความเสียหายขึ้น แปลว่า ธอส. ในฐานะผู้ปล่อยกู้ต้องรับความเสียหายนั้นเองหรือไม่? ถ้าใช่ ธอส. ก็น่าจะได้มีการคำนวณเป็นอย่างดีแล้วว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวน่าจะคุ้มทุนอย่างน้อยทางการเงิน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็ยิ่งงงกันไปใหญ่ว่าแล้วทำไม ธอส. ไม่ทำโครงการเองเลย แต่ถ้าผลการดำเนินงานไม่เป็นไปอย่างที่หวังไว้ ผู้บริหารก็ต้องรับผิดชอบไปตามระเบียบ ก็แสดงว่ามีโอกาสไม่น้อยที่โครงการจะได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐโดยเงินภาษีของประชาชน อีกนั่นเอง และผลสืบเนื่องที่สำคัญก็คือ ภาระหนี้ของภาครัฐที่จะเกิดขึ้นจะต้องปรับเพิ่มสูงขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่มาตรการที่ดำเนินการเป็นมาตรการแทรกแซงทั้งตลาดการเงิน (ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ) และตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทำให้กลไกตลาดถูกบิดเบือน ซึ่งในกรณีนี้เป็นการบิดเบือนโดยการสร้างหรือเพิ่มอุปสงค์ของเงินกู้ในตลาดการเงิน และการเพิ่มอุปสงค์ของที่อยู่อาศัยที่มีราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ตามที่กำหนดไว้เป็นเงื่อนไขของการเข้าร่วมโครงการ การบิดเบือนดังกล่าวยังมีผลก่อให้เกิดความไม่สอดคล้องของการดำเนินนโยบายการคลังและนโยบายการเงินอีกด้วย โดยมาตรการกู้ซื้อบ้านดอกเบี้ย 0% มีเป้าหมายอย่างหนึ่ง คือ การช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพของประชาชนโดยลดภาระค่าใช้จ่ายทางด้านดอกเบี้ยให้กับประชาชนบางกลุ่มที่เข้าข่าย และหวังว่าประชาชนผู้ได้ประโยชน์จากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ จะมีวินัยทางการเงินและไม่ก่อให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในอนาคตตามที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่ถ้าไม่เป็นดังหวัง ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ กลับถูกนำมาใช้จ่ายเพื่อการบริโภคในปัจจุบันแทน ก็จะมีผลเพิ่มแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ (สวนทางกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้) และสนับสนุนให้อัตราดอกเบี้ยต้องมีการปรับเพิ่มมากและเร็วขึ้น และย้อนกลับมาเป็นภาระของผู้กู้เองในการผ่อนชำระเมื่อพ้นระยะเวลา 2 ปี ของโครงการไปแล้ว นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่การส่งเสริมให้เกิดอุปสงค์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดการเก็งกำไรและนำไปสู่การเกิดปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่ได้ด้วยในอนาคต ซึ่งในส่วนนี้แม้ว่าหลักฐานในปัจจุบันจะยังไม่ปรากฏชัดเจน แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องตระหนักและคำนึงถึงในการตัดสินใจดำเนินมาตรการดังกล่าว

ที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงความเสี่ยงบางประการเท่านั้นของมาตรการกู้ซื้อบ้านดอกเบี้ย 0% ที่สมควรจะได้รับการทบทวนอย่างรอบคอบถี่ถ้วนเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมในอนาคต โดยสรุปมาตรการในลักษณะนี้ ไม่น่าจะเป็นมาตรการที่มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน คงต้องตั้งเป็นคำถามแบบโง่ๆ ในมุมมองทางด้านวิชาการเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าการดำเนินมาตรการมีเป้าหมายแท้จริงเพื่ออะไร ทำไมจึงต้องรีบดำเนินการในช่วงเวลานี้ (ประกาศให้ประชาชนได้ทราบและเตรียมตัวก่อนสัก 23 เดือนได้หรือไม่) ที่สำคัญได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับความเสี่ยงจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินมาตรการหรือไม่อย่างไร ผมขอฝากไว้ให้ช่วยกันคิดต่อด้วยนะครับ

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ