
ล้อมคอกวิกฤตการเงินสกัดแบงก์ปล่อยกู้ตามใจ
การประชุมคณะกรรมการเสถียรภาพทางการเงิน (Financial Stability Board หรือ FSB)
การประชุมคณะกรรมการเสถียรภาพทางการเงิน (Financial Stability Board หรือ FSB)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
การประชุมคณะกรรมการเสถียรภาพทางการเงิน (Financial Stability Board หรือ FSB) ที่สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเวทีระดมสมองของผู้ว่าการธนาคารกลาง และเจ้าหน้าที่ควบคุมระบบการเงินทั่วโลก ได้มีมติที่สร้างความสั่นสะเทือนต่อธุรกิจการเงินการธนาคารครั้งใหญ่ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำธุรกิจการเงินโลก อีกทั้งยังอาจเปลี่ยนขั้วอำนาจในธุรกิจการเงินการธนาคาร จากที่เคยผูกขาดโดยบริษัทจากซีกโลกตะวันตกมาโดยตลอด
มติที่ว่านี้ยังมิใช่บทสรุปอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการรายงานข่าวโดยอ้างแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ โดยหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ซึ่งระบุว่า FSB จะบังคับให้ธนาคารขนาดใหญ่ระดับแถวหน้าของธุรกิจด้านนี้ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมพิเศษ หรือ Surcharge เพิ่มขึ้น โดยขึ้นกับปริมาณเงินกู้ที่ธนาคารแหล่งนั้นๆ อนุมัติให้กับลูกค้า
จุดประสงค์ของมาตรการนี้ ก็เพื่อป้องกันมิให้แบงก์ใหญ่ปล่อยเงินกู้อย่างสะเปะสะปะ ไม่พิจารณาศักยภาพด้านการชำระหนี้สินอย่างรอบคอบ จนยังผลให้เกิดหนี้เสียก้อนมหึมา และยังผลให้ในที่สุดแบงก์รายดังกล่าวต้องล้มครืนลง
ก่อให้เกิดสารพัดปัญหาที่ติดตามมา ตั้งแต่วิกฤตการเงินในภาคเอกชน จนถึงวิกฤตหนี้สาธารณะ เนื่องจากรัฐอาจจำเป็นต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อพยุงแบงก์เหล่านี้ กลายเป็นภาระของคนทั้งชาติอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
มาตรการนี้นับเป็น “การจัดหนัก” ที่เฝ้ารอมานานนับปี และเล็งจัดหนักให้กับแบงก์ขนาดยักษ์ชั้นแนวหน้าโดยเฉพาะ เพราะขอบข่ายจะครอบคลุมเฉพาะแบงก์ในกลุ่ม SIFI ซึ่งหมายถึง “สถาบันการเงินที่มีความสำคัญในเชิงระบบ”
“ความสำคัญ” ที่ว่านี้ หมายถึงความสำคัญต่อระบบการเงินโดยรวม ดังที่ระบุว่า หากแบงก์เหล่านี้ล้มลงเพราะการบริหารงานผิดพลาด อาจส่งผลสะเทือนมาถึงประชาชนตาดำๆ ซึ่งไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับความสำเร็จหรือล้มเหลวของแบงก์เหล่านั้น
แต่ด้วยเหตุที่แบงก์เหล่านี้มีขนาดมหึมาครอบคลุมธุรกิจการเงินหลากหลายรูปแบบ และเกี่ยวพันกับภาครัฐและผู้บริโภคไม่ทางใดทางหนึ่ง ความล้มเหลวของแบงก์จึงอาจกลายเป็นวิกฤตที่ทุกคนต้องแบกรับ
ดังจะเห็นได้จากเมื่อครั้งเกิดวิกฤตการเงินที่เริ่มต้นจากสหรัฐ ประชาชนคนเดินดินต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วย เพราะแบงก์ใหญ่ๆ ปล่อยเงินกู้ซื้อที่อยู่อาศัยปริมาณมหาศาลโดยไม่มีการตรวจสอบสถานะทางการเงินของผู้กู้อย่างรอบคอบเท่าที่ควร มิหนำซ้ำยังนำสินเชื่อไปลงทุนทางการเงินอีกทอด โดยไม่พิจารณาศักยภาพด้านการลงทุนของตน ซึ่งเท่ากับเป็นการขยายขอบข่ายความเสียหายให้ครอบคลุมระบบเศรษฐกิจและการเงิน และสร้างเครือข่ายการลงทุนซ้อนไปมาจนซับซ้อนเกินไป
เมื่อเกิดภาวะติดขัดกับแบงก์ใดแบงก์หนึ่ง สิ่งที่ติดตามมา ความโกลาหล ทุกคนและทุกสถาบันการเงิน ต้องกระเสือกกระสนต้องการเสถียรภาพที่จับต้องได้ในทันที เพราะการลงทุนที่เกิดขึ้นเป็นการลงทุนที่มีรากฐานง่อนแง่น หรือเป็น “การลงทุนกับกระดาษเปล่า” ด้วยซ้ำ
เคราะห์ร้ายที่การลงทุนแบบเดิมโดยไม่มีการควบคุมอย่างเป็นระบบ ทำการควบคุมความเสียหายอย่างเป็นระบบเป็นไปได้ยาก หรือกระทั่งเป็นไปไม่ได้ ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส ล้มลง แบงก์ในสหรัฐและทั่วโลกจึงล้มตามลงอย่างรวดเร็ว เพราะมีความผูกพันด้านการลงทุนอย่างเหนียวแน่น
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ประชาคมโลกต้องทบทวนระบบการเงินเสียใหม่ และเร่งวางมาตรการป้องกันหายนะที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนอย่างไร้ความรับผิดชอบ โดยมีการจัดตั้ง G20 เป็นเวทีในการหารือประเด็นเชิงหลักการ และมีเวที FSB เป็นการหารือเชิงปฏิบัติการ จนได้มาตรการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษดังกล่าว
ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาระดับของการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมโดยรัฐบาลต่างๆ แต่คาดว่าจะอิงกับมาตรฐานกองทุนสำรองขั้นต่ำของสถาบันการเงิน ที่กำหนดไว้โดยที่ประชุม FSB ที่นครบาเซิล ของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งวัตถุประสงค์ของมาตรฐานขั้นต่ำของกองทุนก็เพื่อป้องกันมิให้แบงก์ต่างๆ ล้มละลายจนต้องใช้เงินภาษีประชาชนมาช่วยกู้วิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่า
เป็นที่น่าสนใจว่า ยังมีสถาบันการเงินที่ชวนให้น่ากังวลกว่า SIFI นั่นคือ GSIFI ซึ่งหมายความว่า “สถาบันการเงินที่มีความสำคัญในเชิงระบบระดับโลก”
หาก GSIFI บริการกิจการล้มเหลว จะก่อให้เกิดความเสียหายในระดับโลกอย่างรวดเร็ว ผิดกับ SIFI ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับระบบการเงินภายในประเทศมากกว่า เช่น บริษัท Washington Mutual Bank หรือ WaMu ซึ่งเผชิญกับภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนัก จนต้องตกอยู่ภายใต้การดูแลหรือช่วยเหลือโดยรัฐบาลสหรัฐเมื่อปี 2551 ซึ่งแม้จะยังอยู่ในกระแสล้มละลายในระหว่างวิกฤตการเงินโลก แต่ระดับความเสียหายจาก WaMu จำกัดวงเฉพาะสหรัฐเท่านั้น
ตัวอย่างของสถาบันการเงินในระดับ GSIFI เช่น HSBC, Barclays and Royal Bank of Scotland ของอังกฤษ ซึ่งมูลค่าสินทรัพย์สูงถึง 1.5 ล้านล้านปอนด์ มากกว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษ
หากแบงก์เหล่านี้เกิดสะดุดตัวลง จะเกิดความสั่นคลอนอย่างหนักต่อระบบการเงินโลก ทั้งยังจะกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การที่ Barclays มีลูกจ้างทั่วโลกถึง 1.5 แสนคน หากบริษัทล้มละลาย จนต้องเลิกจ้างพนักงาน จะยังผลให้เกิดภาวะว่างงานรุนแรง
หากมองในมุมธุรกิจ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้มากที่สุด คือ สถาบันการเงินในโลกตะวันตก ซึ่งมีขนาดใหญ่ครอบคลุมทั่วโลก และมีความสลับซับซ้อนด้านการลงทุน
ขณะที่ธนาคารและสถาบันการเงินในเอเชีย โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น จะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมีโครงสร้างที่ซับซ้อนน้อยกว่า และยังไม่รุกตลาดโลกมากนัก
นี่จึงอาจเป็นโอกาสดีสำหรับเอเชียที่จะเก็บเกี่ยวโอกาสบนความเสียโอกาสของแบงก์ยุโรปและสหรัฐ ซึ่งทำให้ธุรกิจการเงินในโลกตะวันตกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ตะวันตกจะต้องไม่ลืมว่า แบงก์ระดับรองๆ ในสหรัฐและยุโรป ยังได้รับโอกาสทองเช่นกัน เพราะมีสถานะไม่ต่างจากแบงก์ในเอเชีย
ที่สำคัญคือ แบงก์ใหญ่ในระดับ SIFI จะต้องไม่ลืมว่า ตนมีความรับผิดชอบในฐานะจำเลยที่ก่อวิกฤตการเงินและภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมกว้าง ผลเสียที่แท้จริงจากมาตรการควบคุม SIFI และ GSIFI อยู่ที่ต้นทุนการประกอบธุรกิจที่จะสูงลิ่ว จนกระทั่งบั่นทอนผลกำไรของบริษัทมากเกินไป ทำลายความมุ่งมั่นในการลงทุน ปิดกั้นการเกิดนวัตกรรมการเงินและการลงทุน
ที่รุนแรงที่สุดอาจถึงขั้นบีบบังคับให้ SIFI และ GSIFI ต้องซอยกิจการออกเป็นบริษัทเล็กบริษัทน้อย ตามสาขาการลงทุน เพื่อขนาดและลดอัตราความซับซ้อน อันจะช่วยไม่ให้ตกเป็นเป้าของการใช้มาตรการควบคุมโดยประชาคมโลกได้ ซึ่งการทำเช่นนี้อาจแลกมาด้วยความน่าเชื่อถือที่มีต่อธุรกิจ และกดราคาหุ้นให้ปรับลดลง
ทางออกสำหรับแบงก์ระดับ SIFI และ GSIFI จึงมีไม่มากนัก และแต่ละทางต้องแลกมาด้วยความสูญเสียทั้งในด้านความน่าเชื่อถือผลกระทบต่อหุ้น
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนที่จะมีการประชุม FSB ได้มีการจัดประชุมสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (Institute of International Finance หรือ IIF) ซึ่งเป็นสถาบันตัวแทนของธนาคารชั้นนำ 400 แห่งทั่วโลก ซึ่งที่ประชุมมีข้อเสนอให้ผู้ถือหุ้นของธนาคารจะต้องมีส่วนแบกรับความเสียหายจากการลงทุน เพื่อป้องกันมิให้ธนาคารนั้นๆ ต้องเผชิญกับการล้มละลายอย่างไร้ระบบของสถาบันการเงินในระดับ SIFI และ GSIFI
ข้อเสนอนี้ เรียกว่า “Bailin” หรือช่วยกันเองภายในองค์กร แทนที่จะรอ “Bailout” หรือความช่วยเหลือจากภายนอกโดยรัฐ ที่มักมีเงื่อนไขเข้มงวดและเสียงติติงจากประชาชนเจ้าของภาษีพ่วงตามมาด้วย
IIF ยืนยันว่า ยังยึดมั่นที่จะรักษาผลประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น แต่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อาจต้องเสียสละอย่างใหญ่หลวง ในฐานะ “ที่พึ่งสุดท้าย” ก่อนที่แบงก์จะล้มครืน
นี่เป็นเพียงหนึ่งความพยายามของธุรกิจการเงินการธนาคารที่จะเอาตัวรอดในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หลังวิกฤตการเงินปี 2550-2551
ขณะที่ธุรกิจการเงินการธนาคารพยายามกระเสือกกระสนให้ธุรกิจของตนรอดพ้นเงื้อมมือบงการจากภายนอกเพื่อการบริหารกิจการและการลงทุนอย่างเป็นอิสระที่สุด
รัฐบาลของประชาคมโลกก็เช่นกัน จะทุ่มเททุกวิถีทางเพื่อยื่นมือเข้าควบคุมสถาบันการเงินมิให้ทำตามอำเภอใจ จนระบบโลกเรรวน ก่อให้เกิดความเสียหายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า







