
ปริญญาชี้โน โหวตไม่มีผลทางกม.
อ.ปริญญาไขความต่าง"โน โหวต"กับ"โหวต โน"รธน.ฉบับ50การใช้สิทธิเลือกตั้งถือเป็นหน้าที่จึงต้องมีช่องให้กาไม่ประสงค์ลงคะแนน
อ.ปริญญาไขความต่าง"โน โหวต"กับ"โหวต โน"รธน.ฉบับ50การใช้สิทธิเลือกตั้งถือเป็นหน้าที่จึงต้องมีช่องให้กาไม่ประสงค์ลงคะแนน
นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ และรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า กระแสการ"โหวต โน" และ"โน โหวต"การเลือกตั้ง ซึ่งในความหมายของคำว่า"โน โหวต" หมายถึงการไม่ประสงค์ลงคะแนน หรือไม่ประสงค์ออกเสียง สามารถกากากบาทเลือกช่องไม่ประสงค์ออกเสียงได้ แต่ไม่มีผลในทางกฏหมาย
ขณะที่ "โหวต โน" หมายถึงการใช้สำหรับการทำประชามติ คือจะมีให้เลือกระหว่าง "ใช่ กับ ไม่ใช่" หรือ"เยสกับโน" ดังนั้นการที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน หรืองดออกเสียงในการเลือกตั้ง จึงหมายถึง"โน โหวต" ไม่ใช่"โหวต โน"
อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งเมื่อ2 เมษายน 2549 โน โหวต" มีผลทางกฎหมาย เพราะซึ่งมีผู้สมัครเพียงพรรคเดียว คือพรรคไทยรักไทย โดยกฎหมายเลือกตั้งบัญญัติไว้ว่า ถ้ามีผู้สมัครเพียงคนเดียว ต้องได้คะแนนรับรองถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น ดังนั้น เมื่อมีคนกากากบาทเลือกไม่ประสงค์ออกเสียงมากๆ และมีคะแนนไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นสส.ไม่ได้
"เมื่อเป็น ส.ส. ไม่ได้สภาก็ไม่ครบ เมื่อไม่ครบก็เปิดสภาไม่ได้ จึงทำให้เกิดวิกฤติทางการเมืองในขณะนั้น" ดร.ปริญญา กล่าว
ทั้งนี้การเลือกตั้งปัจจุบัน ยึดรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 เมื่อมีการยุบสภา และถ้ามีผู้สมัครหลายคน"โน โหวต" มากเท่าไรก็ไม่มีผลทางกฎหมาย ส่วนสาเหตุที่มีช่องให้กากากบาทในช่องไม่ประสงค์การลงคะแนน เพราะเป็นการบังคับให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่







