
นโยบายลดภาษี...คิดได้แต่ทำยาก
ถึงตอนนี้ดูเหมือนว่า นโยบายการลดภาษีเพื่อเอาใจประชาชนของพรรคการเมืองกำลังกลายเป็นหัวใจในการลุยหาเสียงช่วงเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
ถึงตอนนี้ดูเหมือนว่า นโยบายการลดภาษีเพื่อเอาใจประชาชนของพรรคการเมืองกำลังกลายเป็นหัวใจในการลุยหาเสียงช่วงเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
พรรคเพื่อไทย ประกาศชัดว่า จะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% ให้เหลือแค่ 23% ในปีหน้า ก่อนจะลดลงเหลือ 20% ในปี 2556
พรรคทักษิณคิดเพื่อไทยทำยังไปไกลขนาดว่า บ้านหลังแรก รถยนต์คันแรก จะคืนภาษีให้ เพื่อจูงใจสาวก ทั้งๆ ที่รถยนต์นั้นเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย...
พรรคภูมิใจไทย ของนายเนวิน ชิดชอบ ก็ไม่น้อยหน้า ประกาศลดภาษีมูลค่าเพิ่มจากปัจจุบันที่คิดอยู่ 7% ลงมาทันที 2% เพื่อให้สินค้าราคาถูกลง
ข้อดีคือเป็นการลดรายจ่าย ใส่เงินเข้ากระเป๋าคนไทยโดยตรง แต่ข้อเสียก็คือหากต้นทุนราคาสินค้ายังสูงขึ้นต่อไปรัฐบาลจะไม่มีไพ่ในมือที่จะดำเนินนโยบายการคลังอีก
แถมในอนาคตรัฐบาลจะไม่มีปัญญาที่จะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มกลับไปสู่จุดเดิมที่ 7% หรือ 10% อีกต่อไป
ขณะที่ประชาธิปัตย์ ก็เตรียมมาตรการปรับรื้อโครงสร้างภาษีขนานใหญ่ ทั้ง|การเพิ่มการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล |หากบริษัทใดขึ้นค่าจ้างแรงงานให้ลูกจ้างพนักงาน
รวมไปถึงการรื้อโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้มีความเป็นธรรม คนมีรายได้มาก ใช้มากต้องเสียมาก และปรับโครงสร้างภาษีไม่ให้คนทำงานหนักที่เป็นมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายต้องจ่ายภาษีสูง
พรรคประชาสันติ ของเสรี สุวรรณภานนท์ ไปไกลกว่า เมื่อชูนโยบายลดความเดือดร้อนของประชาชน ด้วยการลดภาษีทั้งระบบ 20%
*********************
จะเห็นได้ว่า แคมเปญลดภาษีถือเป็น “นโยบายขาย” ที่ง่ายที่สุดสำหรับนักการเมือง เพราะไม่ใช่เงินของตัวเอง และถ้ารายได้ไม่เข้าเป้าก็ค่อยขึ้นภาษีเอาเอง
ทั้งๆ ที่เรื่องภาษีเป็นเรื่องใหญ่ ลดด้านหนึ่งกระเทือนด้านหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาทำงาน 2 ปี ยังไม่มีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 25% อย่างที่สัญญาไว้ก่อนเข้ามาเป็นฝ่ายบริหาร
เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย ที่ในอดีตเคยบริหารประเทศมา 6 ปี ก็ไม่เคยคิดจะลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีบุคคลธรรมดาหรือภาษีมูลค่าเพิ่มลงมาแม้แต่น้อย
มีแต่เพิ่มเงินหักลดหย่อนภาษีลูกกตัญญูคนละ 3 หมื่นบาท
เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว ประเทศไทยมีบริษัทที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยมาก ก้อนใหญ่ยักษ์เป็นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ 500 กว่าบริษัท
ที่มีปัญหาก็คือบริษัทในตลาดหุ้นเหล่านี้ยังมีสิทธิการลดหย่อนภาษีเงินได้อื่นๆ จิปาถะ ไม่ว่าจะเป็นหักค่าเสื่อมเครื่องจักร การพัฒนาประสิทธิภาพพนักงาน หรือภาษีเงินบริจาค ฯลฯ รวมแล้วกว่า 21 รายการ
ความจริงอันเจ็บปวดคือ อัตราภาษีนิติบุคคล 30% นั้นปัจจุบันมีการหักลดหย่อน จิปาถะก็ปาเข้าไปร่วม 10-12% เข้าไปแล้ว อัตราเฉลี่ยของภาษีที่จ่ายจริงจึงยืนอยู่แค่ 18-20% เท่านั้น
หากพรรคเพื่อไทยจะลดภาษีเหลือ 20% ในอีก 2 ปีข้างหน้า รายได้จากภาษีเนื้อๆ ที่จะนำมาพัฒนาประเทศจริงๆ จะเหลือเท่าไหร่ก็คิดกันเอง
บอกตรงๆ กระเทือนซางรายได้รัฐบาลแน่นอน เผลอๆ รัฐบาลมีสิทธิพัง เมื่อในปัจจุบันมีจำนวนบริษัทเอกชนที่เสียภาษีเงินได้จริงๆ แค่ 19% ของบริษัทเอกชนทั้งหมด 2 แสนราย ส่วนที่เหลือมีทั้งที่ผลประกอบการขาดทุนจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่งบัญชีบ้าง อีกส่วนคือรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี
ขณะที่รัฐบาลมีภาระค่าใช้จ่ายเพียบ
หากมีการลดได้จริงแบบไม่อิงนิยายน้ำเน่าการสูญเสียเงินก้อนใหญ่ไปกับการลดภาษีนิติบุคคล ภาษีแวต ซึ่งเป็นหัวใจรายได้ของรัฐ ประเทศย่อมสั่นคลอนง่อนแง่นแน่
*********************
นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร พูดชัดว่าการที่พรรคภูมิใจไทยออกมาประกาศนโยบายหาเสียง ด้วยการเสนอให้มีการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม 2% ซึ่งจะช่วยทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาลดลงจาก 7% เหลือ 5% นั้น คงเป็นนโยบายทางการเมืองของแต่ละพรรคการเมืองที่ออกมาในช่วงนี้ เพราะทุกพรรคการเมืองก็ต่างเร่งออกนโยบายมาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนเท่านั้น
เนื่องเพราะแนวคิดการลดภาษีมูลค่าเพิ่มลงมา 2% นั้น ถึงที่สุดแล้ว คงต้องมาดูถึงเหตุผลและความเหมาะสมด้วยว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่
เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งเรื่องค่าครองชีพ และรายรับรัฐบาล
เพราะในหลักการ หากมีการปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มลงแค่ 1% จะส่งผลให้รายได้หายไปปีละ 7.5 หมื่นล้านบาท
หากลดภาษีไป 2% เท่ากับรายได้รัฐบาลจะลดลงไปทันที 1.5 แสนล้านบาท
เกือบครึ่งหนึ่งของงบลงทุนรัฐบาลในแต่ละปี
“การปรับลดภาษีแต่ละชนิดนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเปราะบางและอ่อนไหว ส่วนเรื่องที่ว่าจะมีการลดหรือไม่ลดภาษีหรือไม่อย่างไร คงต้องขึ้นกับผู้บริหารกระทรวงในขณะนั้นเป็นผู้ตัดสินใจ แต่ก็อยากจะให้มองกันให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับส่วนรวม จึงอยากให้ฝ่ายการเมืองพิจารณาอย่างรอบคอบ” นายสาธิต กล่าว
สำหรับนโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอเรื่องมาตรการเพิ่มค่าแรง 25% ใน 2 ปี แลกกับการลดภาษีนิติบุคคลนั้น ถือเป็นอีกแนวคิดหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ต้นทุนการผลิตสูง
เพราะหากมีการปรับขึ้นค่าแรงก็จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการสูงขึ้น และเพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้ประกอบการยอมขึ้นค่าแรง เพื่อแลกกับการลดภาษีนิติบุคคลให้ แต่ก็ต้องมาดูด้วยว่าในความเป็นจริงแล้วจะสามารถดำเนินการได้เพียงใด
ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นจึงหนักหน่วง และไม่ใช่เรื่องแปลกที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่กล้าจะประกาศนโยบายเรื่องภาษีแบบชัดๆ ตรงๆ
ขนาดนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตรองนายกรัฐมนตรีที่ปัจจุบันผันตัวมานั่งเป็นประธานคณะทำงานด้านนโยบาย ก็ออกตัวว่า เรื่องปรับโครงสร้างภาษีที่พรรคประชาธิปัตย์คิดนั้นจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่จะไม่ลงรายละเอียด เพราะกระเทือนรายได้ แต่สิ่งที่จะทำแน่คือการปรับรื้อฐานการคิดภาษีคือ
1.ทำให้คนที่ทำงานเหนื่อยหนัก มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือน ไม่ถูกลงโทษด้วยการรีดภาษี ขณะที่เศรษฐีขับรถหรูไม่เสียภาษี นี่คือจุดที่จะต้องปรับ
2.สร้างระบบภาษีให้คนบริโภคมากจ่ายมาก คนมีบ้านใหญ่ ใช้ไฟมาก ขับรถโก้หรูต้องเสียภาษีมาก เพราะความสูญเสียทรัพยากรมาก
3.คนใช้รถยนต์ซีซีสูงก็ต้องเสียภาษีมากและต้องเสียภาษีเป็นรายเดือน รายปี ตราบใดที่ยังใช้รถอยู่
4.ลดภาษีให้สำหรับการบริโภคในบางอย่าง เช่น ใครต้องจ่ายค่ายาตามใบสั่งแพทย์ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
5.จัดพื้นที่ในบางจังหวัดที่คนมีรายได้น้อยให้เป็นเขตปลอดภาษี เพื่อให้มีการพัฒนา
6.บริษัทใดปรับเงินเดือนลูกจ้างไปถึง 1.5 หมื่นบาท สามารถนำส่วนต่างมาหักค่าลดหย่อนภาษีเงินได้ เพื่อชดเชยรายได้ของบริษัทที่ต้องสูญเสียไป
ตัวเลขที่เคาะกันสุดท้ายก็คือ ใครขึ้นเงินเดือนหรือขึ้นค่าจ้าง เอาส่วนต่างไปหักภาษีได้ 2-3 เท่า เรียกว่าจัดหนัก จัดเต็ม
เป็นการรับภาระแทนเอกชนทางอ้อม ต่างจากเพื่อไทยที่ลดภาษีให้แบบทั่วฟ้า
ประชาธิปัตย์ขยับตัวภายในเรื่องภาษีอย่างหนัก เพราะทีมเศรษฐกิจทั้งกอร์ปศักดิ์ กรณ์ จาติกวณิช ยันอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คิดจะรื้อกันชุดใหญ่
เพราะเห็นช่องทางในการขาย และสร้างแรงจูงใจต่อผู้ลงคะแนนเสียง
ประชาธิปัตย์ได้จัดเปรียบเทียบอัตราการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลกับประเทศอื่นๆ ที่มีขนาดของระบบเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงไทย พบว่าแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 สิงคโปร์ และฮ่องกง เก็บอยู่ที่ 17-18%
กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่จัดเก็บอยู่ที่ 20-25% ซึ่งถือเป็นอัตราที่ประเทศส่วนใหญ่จัดเก็บกันอยู่
กลุ่มที่ 3 มีอยู่ประมาณ 3-4 ประเทศ รวมไทยด้วย ที่เก็บอยู่ในอัตรา 30%
เมื่อจัดกลุ่มประเทศที่มีการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้วพบว่า ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศ ซึ่งเสียภาษีมากที่สุดในอัตรา 30%
ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่จะเสียภาษีในอัตรา 20-25% และมีประเทศสิงคโปร์กับฮ่องกงที่เสียภาษีในอัตราต่ำสุด 17-18%
ทิศทางของอัตราการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศส่วนใหญ่จึงอยู่ที่ 20-25%
ประชาธิปัตย์จึงต้องการปรับปรุงเพื่อให้มีอัตราการจัดเก็บที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ
เพียงแต่ยังติดขัดในคำถามว่า หากปรับลดอัตราการจัดเก็บภาษีให้ต่ำลง จะหารายได้จากส่วนไหนมาทดแทนรายได้ที่จะขาดหายไป
นี่คือไฮไลต์วิธีคิดการขายนโยบายของพรรคการเมืองที่กำลังขย่มกันหนัก
ขณะที่นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรเป็นห่วงคือ ความเป็นอยู่ของประชาชน ไม่ต้องห่วงภาคธุรกิจเขาดูแลตัวเองได้ ให้ไปช่วยเหลือประชาชนผู้ด้อยโอกาส การจัดหาเรื่องเงินทุนช่วยการศึกษา จะได้ความนิยมจากประชาชนมากกว่า
สำหรับพรรคการเมืองที่เริ่มมีนโยบายแก้โครงสร้างทางภาษีนั้น นายอนันต์เห็นว่าปัจจุบันภาษีนิติบุคคลของไทยสูงกว่าหลายประเทศในอาเซียน ฉะนั้นเรื่องโครงสร้างภาษีหลายอย่างเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดูแล
“รู้สึกแปลกใจที่ประเทศไทยมุ่งหวังเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ และพูดถึงเรื่องค่าเงินอย่างเดียว แต่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องความสามารถการแข่งขันของภาคเอกชนบ้าง ผมสงสัยว่าประเทศเราแข่งได้ เพราะหวังการลดหย่อนภาษีบีโอไอเท่านั้นหรือ” นายอนันต์ กล่าว
เห็นหรือไม่ว่า นโยบายภาษีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ใครจะพูดว่า ลด ลด ลด
นโยบายลดภาษีของพรรคการเมืองจึงยังคงต้องให้ประชาชนตัดสิน แต่ที่แน่ๆ ก็คือหน่วยงานที่จัดเก็บรายได้ ไม่เอาด้วยแน่ๆ







