
เปรองนิสม์..ประชานิยม..ประชาวิวัฒน์ดีจริงหรือ?
หนังสือเรื่อง “Peron and the Enigmas of Argentina”
หนังสือเรื่อง “Peron and the Enigmas of Argentina”
โดย..วีรพงษ์ ชุติภัทร์
เขียนโดย Robert Crassweller นั้น ได้กล่าวถึงอดีตประธานาธิบดี ฮวน โดมิงโก เปรอง ผู้โด่งดังแห่งอาร์เจนตินา เรื่องราวของเปรองเป็นเรื่องที่ทำให้ชาวอาร์เจนตินาต้องจดจำชื่อของเขาไปตลอดชีวิต โดยเฉพาะเรื่อง “เปรองนิสม์” หรือ “ลัทธิเปรอง” ที่ทุ่มเงินงบประมาณแผ่นดินครั้งมโหฬารเพื่อยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของคนยากจนและคนระดับรากหญ้าเพื่อให้เขาเหล่านั้นมีโอกาสขยับฐานะของตนเอง และให้มีสิทธิอ้าปากเรียกร้องสิ่งที่ตนต้องการบ้างในสังคมของอาร์เจนตินา
ฮวน โดมิงโก เปรอง เกิดเมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2438 พออายุได้ 16 ปี เขาก็ได้มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนนายทหาร ในปี 2486 เกิดการรัฐประหารในอาร์เจนตินา เปรองได้เข้าร่วมในกลุ่มนายทหารที่ก่อการรัฐประหาร และมีบทบาททางด้านการเมืองตั้งแต่นั้นมา ในปี 2489 พรรคที่เปรองเป็นหัวหน้าพรรคชนะการเลือกตั้ง และเขาก็ได้เป็นประธานาธิบดีของอาร์เจนตินา
เปรองได้ชูนโยบาย 2 นโยบายในการบริหารประเทศ คือ ความเป็นธรรมในสังคม และความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวไม่ได้มีแผนการรองรับเป็นรูปธรรมที่จะดำเนินไปให้ถึงจุดหมาย จึงทำให้เศรษฐกิจของอาร์เจนตินาอยู่ในภาวะที่ไม่ค่อยมีเสถียรภาพ
นอกจากนั้น เปรองยังได้ออกแผนงาน 5 ปี เพื่อพัฒนาประเทศ โดยมุ่งเน้นที่การเพิ่มค่าจ้างแรงงาน การจ้างงานตลอดชีพ แผนการกระตุ้นภาคการขนส่ง พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน มีการสร้างสถานพยาบาลเพิ่มขึ้นกว่า 4,200 แห่ง โรงเรียนอนุบาลเพิ่มขึ้นกว่า 1,000 แห่ง โรงเรียนมากกว่า 8,000 แห่ง และสร้างบ้านมากกว่า 1.5 แสนหลังต่อปี
ในช่วงปี 2488-2492 ยังมีการขึ้นค่าแรงงานอย่างต่อเนื่อง รวมแล้วสูงกว่า 35% การเข้าถึงการรักษาของประชาชนเกือบทั้งประเทศกลายเป็นเรื่องฮือฮาสร้างความประทับใจต่อคนระดับรากหญ้าของประเทศ ขณะที่คนทำงานทุกคนในประเทศก็สามารถเข้าสู่การประกันสังคมของอาร์เจนตินาได้ โดยโครงการทั้งหมดใช้งบประมาณมากกว่า 850 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของเงินสำรองของประเทศ
ผลจากการใช้เงินงบประมาณครั้งมโหฬารส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในช่วง 2 ปีแรกมีการขยายตัวเป็นอย่างมาก แต่ต่อมาในช่วงปี 2491-2495 GDP กลับขยายตัวที่ 0% นั่นคือไม่มีการเจริญเติบโตเลย ในช่วงเวลาดังกล่าวการส่งออกของอาร์เจนตินาก็ดีขึ้นจาก 700 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปเป็น 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่กลับกลายเป็นข่าวร้าย เพราะการนำเข้าจาก 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้กลายไปเป็น 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ พอๆ กับการส่งออก
ดังนั้น อาร์เจนตินาจึงไม่ได้เปรียบดุลการค้าเหมือนในอดีต ขณะที่เงินสำรองใช้ไปมากกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว ต้นปี 2491 ธนาคารกลางของอาร์เจนตินาเริ่มถูกบังคับให้ต้องลดค่าเงินเปโซลง จนถึงต้นปี 2493 ค่าเงินเปโซลดลงไปกว่า 70% ส่งผลให้ประเทศไม่สามารถนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบเพื่อมาผลิตสินค้าเพื่อส่งออกได้ เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะชะงักงัน ในที่สุดรัฐบาลของนายเปรองต้องกู้ยืมเงินจำนวน 125 ล้านเหรียญสหรัฐ จากธนาคารนำเข้าและส่งออกของสหรัฐเพื่อใช้แก้ไขปัญหาดังกล่าว
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของอาร์เจนตินาในช่วงเวลาดังกล่าวพบว่า ปี 2491 สูงขึ้น 13% ปี 2492 สูงถึง 31% และปี 2494 สูงที่สุดที่ 51% ดังนั้นแม้ว่าค่าจ้างแรงงานจะสูงขึ้นมาก แต่ก็ไม่สามารถเทียบกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ประชาชนมีเงินมากขึ้น...แต่ของกินของใช้แพงกว่าเท่าตัว...ตนเองต้องกินน้อยลง...ลูกเมียก็ต้องกินน้อยลง...ทุกคนจึงโกรธ... นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่หลายต่อหลายครั้ง และนำไปสู่เหตุการณ์รัฐประหารในปี 2498 ในที่สุดในปีเดียวกันนี้เอง เปรองก็จำต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ
ในประเทศไทยก็มีผู้นำที่มีแนวนโยบายเชิงประชานิยมใกล้เคียงกับเปรองนิสม์ กล่าวคือ ในปี 2518 รัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นรัฐบาลแรกที่ใช้นโยบายประชานิยมในโครงการ “เงินผันคึกฤทธิ์” แต่ไม่เป็นรูปธรรมมากนัก เนื่องจากรัฐบาลมีอายุค่อนข้างสั้น ต่อมาในปี 2544 พรรคไทยรักไทยที่นำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ไทยรักไทยได้นำเสนอโครงการประชานิยมต่างๆ ภายใต้คำขวัญ “คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน” ไม่ว่าจะเป็นการพักชำระหนี้เกษตรกร กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) การแปลงทรัพย์สินเป็นทุน หนึ่งอำเภอหนึ่งปริญญา บ้านเอื้ออาทร งบผู้ว่าฯ ซีอีโอ และเงินให้เปล่ากับชุมชน (SML) เป็นต้น
ด้วยโครงการประชานิยมจำนวนมากมายน่าจะมีผลทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนลดลง แต่ในงานวิจัยเรื่อง “แนวทางแก้ไขปัญหาความยากจน” ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ในปี 2543 ช่องว่างระหว่างคนจนสุดกับคนรวยอยู่ที่ 14.5 เท่า และด้วยนโยบายดังกล่าว ตัวเลขช่องว่างลดลงมาตามลำดับ คือ ปี 2545 เหลือ 13.2 เท่า และปี 2547 เหลือเพียง 12.1 เท่าเท่านั้น แต่ผลที่ได้นี้ไม่ยั่งยืน
งานวิจัยพบต่อไปว่า ในปี 2549 หลังจากที่มีการใช้จ่ายเงินลดลง ช่องว่างคนรวยกับคนจนกลับเพิ่มสูงขึ้นเป็น 15.9 เท่า และเป็นค่าสูงสุดในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าการทุ่มงบประมาณอย่างมโหฬารในช่วงต้น แต่ในระยะยาวไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง ผลสุดท้ายก็อาจจะยิ่งซ้ำเติมคนยากจน และทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนขยายตัวเพิ่มขึ้นไปอีก
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ใช้นโยบายที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในชื่อว่า ปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ “คิดนอกกฎ บริการนอกกรอบ” ได้แก่ การเปิดทางเลือกให้ผู้ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมให้เข้ามาอยู่ในระบบ การเข้าถึงสินเชื่อของคนขับแท็กซี่และหาบเร่แผงลอย การขึ้นทะเบียนวินมอเตอร์ไซค์สำหรับคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง การเพิ่มจุดผ่อนปรนให้หาบเร่แผงลอย การนำเงินกองทุนน้ำมันมาตรึงราคาก๊าซ LPG ในภาคครัวเรือนและภาคขนส่ง
การลดการจัดเก็บค่าไฟกับผู้ใช้ต่ำกว่า 90 หน่วยแบบถาวร การหาทางลดต้นทุนภาคการเกษตร การขายไข่ไก่เป็นกิโลกรัมเพื่อประหยัดค่าคัดแยก และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินโดยลดให้ได้ 20% ภายใน 6 เดือน แม้ว่าจะมีรายละเอียดที่แตกต่างจากนโยบาย “ประชานิยม” ของรัฐบาลทักษิณก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าในระยะยาวจะสามารถช่วยคนจนและคนระดับรากหญ้าได้อย่างแท้จริง
อาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยโชคดีกว่าอาร์เจนตินาในช่วงของประธานาธิบดี เปรอง เป็นอย่างมาก ด้วยฐานะการคลังและยอดการส่งออกที่ดี ทำให้เงินสำรองทางการในช่วงปลายรัฐบาลทักษิณคือเดือน ก.ย. 2549 อยู่ที่ 6.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเงินสำรองทางการในช่วงของรัฐบาลอภิสิทธิ์คือในเดือน มี.ค. 2554 อยู่ที่ 1.85 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และอยู่ในอันดับที่ 12 ของโลก ซึ่งนับว่ามีฐานะการคลังที่แข็งแกร่งมาก และยังมากกว่าสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ที่มีอยู่ประมาณ 1.33 แสนล้านเหรียญสหรัฐเอง
ส่งผลให้แต่ละรัฐบาลมีความมั่นใจในการใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือและแจกจ่ายให้ประชาชนระดับรากหญ้าได้อย่างมากมาย เพราะว่าถ้าหากขาดเงินสำรองจำนวนมากดังกล่าวแล้ว ประเทศไทยก็อาจจะมีโอกาสเป็นเหมือนอาร์เจนตินาในอดีตก็เป็นได้ ทำให้หวนคิดถึงเพลง “Don’t Cry for Me Argentina” ซึ่งมีเนื้อเพลงที่สรรเสริญนางเอวิตา เปรอง ภริยาของอดีตประธานาธิบดี เปรอง ผู้ทุ่มเทชีวิตและจิตใจเพื่อคนยากจนของอาร์เจนตินาจนตัวเองตายด้วยโรคมะเร็งในวัยเพียง 33 ปีเท่านั้น
ในเนื้อเพลงนี้มีข้อความท่อนหนึ่งว่า “All through my wild days.. My mad existence.. I kept my promise.. Don't keep your distance.” มีความหมายคือ “ไม่ว่าจะต้องผจญกับความลำบากยากเข็ญอย่างไร ผจญกับความยุ่งยากสักเท่าใด ฉันก็ยังยืนหยัดตามสัญญาว่า ฉันจะไม่มีวันทอดทิ้งประชาชนของฉัน”
เพื่อเตือนท่านนักการเมืองทุกท่านว่า “อย่าทอดทิ้งประชาชนของคุณ” หาไม่แล้ว...ความหายนะอาจมาเยือนท่านได้ทุกเมื่อ







